วันพฤหัสบดีที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2553
โฟกัสตลาด CLMV ต่างชาติมุ่งพม่า-เวียดนาม
"พม่า เป็นดาวรุ่งอันดับ 1 ในกลุ่มประเทศ CLMV ที่มีการลงทุนจากต่างชาติเพิ่มสูงสุด เพราะมีทรัพยากรธรรมชาติเยอะ ประกอบกับรัฐบาลพม่าเริ่มวางนโยบายระดับชาติส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ เอื้อให้การลงทุนและการท่องเที่ยวเติบโตมากขึ้น" เป็นประโยคที่ คุณจุลพงศ์ อยู่เกษ ประธานคณะกรรมการ บริษัท ซิกโก้ ลอว์ (ประเทศไทย) จำกัด และหุ้นส่วนซิกโก้ โฮลดิ้ง สิงคโปร์ ให้ข้อมูลกับบรรดานักข่าวเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งเขาเป็นผู้หนึ่งที่คลุกคลีอยู่ในวงการธุรกิจอาเซียนมานาน เนื่องจากบริษัท ซิกโก้ ลอว์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ให้บริการด้านกฎหมายและธุรกิจระหว่างประเทศ โดยมีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษด้านกฎหมายในอาเซียน
มาเลย์-สิงคโปร์รุกในอาเซียน
คุณจุลพงศ์ เล่าว่า กลุ่มทุนไทยที่ขยายตลาดต่างประเทศเข้าไปในประเทศอาเซียน ยังคงจำกัดอยู่เฉพาะบริษัทใหญ่ๆ และนักธุรกิจบางกลุ่มเท่านั้น ส่วนหนึ่งสะท้อนจากฐานลูกค้าของบริษัทซิกโก้ฯ ที่มารับบริการในการช่วยเหลือทางด้านกฎหมายและธุรกิจระหว่างประเทศอันดับ 1 ในสัดส่วนกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ คือ ประเทศมาเลเซีย ตามมาด้วยสิงคโปร์ 30 เปอร์เซ็นต์ และจีน ญี่ปุ่น รวมกันราว 30 เปอร์เซ็นต์ แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวของสิงคโปร์และมาเลเซียในด้านการลงทุน
นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติยังสนใจเข้าไปลงทุนในเวียดนามด้วยเช่นบริษัทใหญ่แห่งหนึ่งจากสหรัฐอเมริกา ที่มีแผนพัฒนาที่อยู่อาศัยและโรงแรม มูลค่ากว่า 2.5 พันล้านดอลลาร์
"ตอนนี้สำนักงานกฎหมายของเราได้เปิดสำนักงานทั้งที่โฮจิมินห์และที่ฮานอย เนื่องจากมีความต้องการจากลูกความที่เข้าไปลงทุนในเวียดนามอย่างมากเลยทีเดียว เพราะมีทรัพยากรธรรมชาติและความมีเสถียรภาพทางการเมือง ตลอดจนประชากรในวัยแรงงานที่มีจำนวนมาก ทั้งค่าจ้างแรงงานยังไม่สูงมาก เหล่านี้เป็นปัจจัยดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนชาวต่างชาติจำนวนมาก"
คุณจุลพงศ์ บอกด้วยว่า การลงทุนด้านการก่อสร้างและโรงแรม ในกลุ่มประเทศ CLMV นั้น เป็นการลงทุนที่น่าสนใจ เนื่องจากเป็นกลุ่มประเทศที่กำลังอยู่ในช่วงขยายตัว มีการก่อสร้างสาธารณูปโภคมากมาย จำเป็นต้องใช้สินค้าในกลุ่มของวัสดุก่อสร้าง ส่วนด้านการโรงแรม เมื่อมีนักลงทุนเข้าไปมากขึ้น ตลาดด้านโรงแรมจึงเติบโตตาม และไม่ได้ไปเพียงที่หัวเมืองใหญ่ๆ เท่านั้น ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกมากมายที่ต้องการที่พักที่ดีๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว
สำหรับสิ่งที่เป็นอุปสรรคร่วมของการเข้ามาลงทุนในประเทศ CLMV คือ กฎหมาย เนื่องจากผลสำรวจนักธุรกิจทั่วโลกจากเวิลด์แบงก์ มีถึง 45 เปอร์เซ็นต์ ที่ระบุให้เป็นอุปสรรค อันดับ 2 รองจากการแสวงหาแหล่งเงินทุน และจะเห็นได้ว่ากลุ่มประเทศ CLMV ยังมีความพร้อมรองรับการลงทุนที่แตกต่างกันไป อย่างกัมพูชาและลาว ปัจจุบันยังไม่มีข้อกฎหมายที่เอื้อนักลงทุนอย่างชัดเจน ส่วนเวียดนาม แม้จะมีการปรับปรุงกฎหมายรองรับนักลงทุน แต่มีการปรับเปลี่ยนบ่อยครั้ง ยังไม่เสถียรพอ
อย่างไรก็ตาม การมีข้อจำกัดดังกล่าวถือเป็นโอกาสของธุรกิจผู้ให้บริการด้านกฎหมาย และธุรกิจระหว่างประเทศที่มีแนวโน้มเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2558 บริษัทตั้งเป้ารายได้ 1,000 ล้านบาท และในปี 2559 คาดว่าจะมีรายได้เติบโตกว่า 2,000 ล้านบาท ขณะที่ปัจจุบันมีมูลค่าการลงทุนของลูกค้ากว่า 1 แสนล้านบาท
ชี้ทะเลแถวมะริด อนาคตรุ่ง
คุณจุลพงศ์ ฉายภาพการลงทุนในพม่าให้เห็นชัดๆ ว่า ตอนนี้นักลงทุนหลายๆ ชาติให้ความสนใจ แต่กฎหมายการลงทุนค่อนข้างล้าสมัย มีหลายฉบับอยู่ในขั้นตอนการปรับปรุง เหมือนๆ ประเทศไทยเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ทั้งนี้ อยากให้นักลงทุนไทยจับตาและศึกษาการลงทุนในพม่าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร เนื่องจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของพม่ามีความโดดเด่นมากๆ
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีนักลงทุนและเชนรับบริหารโรงแรมระดับอินเตอร์เข้าไปปักธงขยายธุรกิจจำนวนมากโดยเฉพาะในย่างกุ้ง แต่ข้อจำกัดเรื่องปริมาณโรงแรมและร้านอาหารที่ยังมีไม่เพียงพอ มีเพียงนักลงทุนรายใหญ่ๆ เท่านั้น และยังไม่โฟกัสในธุรกิจอาหาร ซึ่งเป็นโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติเข้าไปขยายธุรกิจ ในส่วนนักลงทุนไทยที่ลงทุนในพม่าส่วนใหญ่เป็นโรงแรม ร้านอาหารส่วนใหญ่จะเป็นเชนมากกว่า
ประเทศพม่ามีกระทรวงโรงแรมและการท่องเที่ยว ซึ่งมีแผนการส่งเสริมธุรกิจการท่องเที่ยวชัดเจน เช่น มีโครงการขยายสนามบินที่มะริด ขยายสนามบินที่ทวายให้เครื่องบินพาณิชย์ลงได้ โดยใช้เวลาบินจากไทยประมาณครึ่งชั่วโมงเท่านั้นเอง
คุณจุลพงศ์ กล่าวด้วยว่า ในอนาคตเมืองที่น่าจับตามองคือ เมืองท่องเที่ยวทางทะเลแถบ "มะริด" ที่มีเกาะบริวารน้อยใหญ่ 500-600 เกาะในบริเวณฝั่งทะเลอันดามันทางภาคใต้ของพม่า ซึ่งมีศักยภาพสูงมากๆ ปัจจุบัน ทางกระทรวงการโรงแรมและท่องเที่ยวของพม่าได้เปิดให้เอกชนที่สนใจลงทุนเช่าเกาะเข้าไปขออนุญาตเช่าแล้ว เป็นโมเดลการเช่าเหมือนกับการเช่าเกาะที่มัลดีฟส์ และเวลานี้มีนักลงทุนจากฮ่องกงและนักลงทุนไทยจากประจวบคีรีขันธ์เข้าไปลงทุนสร้างโรงแรมขนาด 250 ห้องพักที่นั่นแล้ว อนาคตเชื่อว่ามะริดจะมีศักยภาพเทียบชั้นเมืองภูเก็ตได้แน่นอน
ทั้งนี้ ในการจะเข้าไปลงทุนที่ประเทศพม่านั้น นักธุรกิจต่างชาติล้วนพุ่งเป้าไปหาผู้ประกอบการท้องถิ่น แต่ปัญหาคือ ในพม่ามีครอบครัวที่รวยจริงๆ ประมาณ 10 ครอบครัว แต่ละครอบครัวก็มีธุรกิจหลายอย่าง พอใครจะเข้าไปก็มักไปชักชวนครอบครัวเหล่านั้นมาร่วมลงทุน
คุณจุลพงศ์ บอกข่าวดีให้ฟังว่า ประมาณปลายปีนี้ ทางพม่าจะเปิดโอกาสให้ธุรกิจประกันภัยต่างประเทศเข้าไปลงทุนได้ และให้เข้าไปถือหุ้นถึง 49 เปอร์เซ็นต์ คาดว่าการเปิดเสรีจะทำให้ธุรกิจประกันภัยมีการขยายตัวและเป็นโอกาสของบริษัทประกันภัยไทย ไม่ว่าจะเป็นประกันชีวิตหรือประกันวินาศภัย
เขาระบุว่า การไม่รู้จักตลาดและการขาดเงินทุนเป็นอุปสรรคที่สำคัญของผู้ประกอบการต่อการเข้าไปทำธุรกิจในประเทศอาเซียน ดังนั้น นักลงทุนไทยควรเริ่มจากการสำรวจจุดแข็งและจุดอ่อนของกิจการของตัวเองก่อน และขอให้เดินทางไปยังประเทศเป้าหมาย ทำความรู้จักกับคู่ค้าหรือวงการค้าในประเทศนั้นๆ ปรึกษาหน่วยงานไทยที่ให้การสนับสนุนข้อมูลด้านการลงทุนในต่างประเทศ เช่น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ เป็นต้น
ฟังทัศนะผู้บริหารบริษัท ซิกโก้ ลอว์ (ประเทศไทย) จำกัด ไปแล้ว ทีนี้ลองมาฟังประสบการณ์และมุมมองของ คุณพวงสะหวัน พันทะลี ผู้จัดการของ บริษัท ซิกโก้ ลอว์ ในกรุงเวียงจันทน์ สปป.ลาว กันบ้าง
ชี้ลาวยังไม่มี กม.แฟรนไชส์เฉพาะ
เขาแจกแจงว่า มีลูกค้าต่างชาติประมาณ 95 เปอร์เซ็นต์ ส่วนใหญ่มาจากจีนแผ่นดินใหญ่เป็นอันดับ 1 เป็นการทำธุรกิจเหมืองแร่ นอกจากนั้นมีลูกค้าจำนวนหนึ่งมาจากฮ่องกง เกาหลี ออสเตรเลีย อเมริกา ไทย และเวียดนามบ้าง ธุรกิจด้านโรงไฟฟ้าคนไทยก็ไปลงทุนเยอะเหมือนกัน เหมืองแร่ก็มี และการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ก็มีอยู่บ้าง โดยลูกความคนไทยจะทำเรื่องจดทะเบียนบริษัท และมีคดีความบ้าง บางรายก็ให้ตรวจแก้สัญญา ธุรกิจด้านโรงไฟฟ้าคนไทยก็ไปลงทุนเยอะเหมือนกัน เหมืองแร่ก็มี และการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ก็มีอยู่บ้าง
คุณพวงสะหวัน แนะนำว่า ถ้าจะไปลงทุนในลาวอยากให้ศึกษาว่ากฎหมายด้านธุรกิจของลาวเป็นอย่างไร ซึ่งมีความจำเป็นอย่างมาก และกฎหมายลาวก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ พร้อมกันนั้น ควรดูว่าจะลงทุนในส่วนไหน อย่างที่เวียงจันทน์ หรือตามแขวงไหน ลูกค้าเป็นอย่างไร ซึ่งพื้นที่ที่ควรลงทุนในส่วนของโรงแรมที่พักจะเป็นเมืองใหญ่ๆ อย่างเวียงจันทน์ หลวงพระบาง ปากเซ และสะหวันนะเขต
เขาอธิบายว่า ที่ลาวไม่มีกฎหมายธุรกิจแฟรนไชส์โดยเฉพาะเช่นเดียวกับที่พม่าก็ไม่มีเช่นกัน ดังนั้น การไปเปิดแฟรนไชส์ในลาวจึงขึ้นอยู่กับการขออนุญาตในประเภทของธุรกิจนั้นๆ โดยอาจจะเป็นการทำธุรกิจร่วมกับคนลาว ซึ่งทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับแฟรนไชส์จะขึ้นอยู่กับสัญญาที่ 2 ฝ่ายเซ็นกัน คือผู้ที่จะลงทุนจะต้องไปตั้งบริษัทที่ลาว ปัจจุบัน แฟรนไชส์ในลาวมีแค่เดอะ พิซซ่า คอมปะนี และสเวนเซ่นส์ ที่เข้าไปเท่านั้นยังไม่มี เคเอฟซี หรือแมคโดนัลด์เข้าไป ส่วนธุรกิจอื่นๆ ที่ทำแฟรนไชส์ก็อยู่บนพื้นฐานสัญญา 2 ฝ่ายที่เซ็นกัน
ปัจจัยหนึ่งที่ผู้ประกอบการบางรายไม่อยากเข้าไปลงทุนในลาวก็คือ จำนวนประชากรที่มีแค่ 6 ล้านกว่าคนเท่านั้น แต่ในประเด็นนี้ คุณพวงสะหวันเห็นต่างว่า อยากให้ผู้ลงทุนมองไปไกลกว่านั้น ต้องมองไปถึงจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มมากขึ้นทุกปี อีกทั้งเมื่อมีการลงทุนจากต่างชาติในโครงการใหญ่ๆ เช่นกิจการเหมืองแร่ของจีนก็มีพนักงานของบริษัทจีนเข้าไปเยอะ อย่างที่เวียงจันทน์มีนักลงทุนมาจากจีนและเกาหลี และฮ่องกง เวียดนาม ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ก็เข้ามา ทำให้มีความต้องการเกิดขึ้นและมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นด้วย
สำหรับจุดเด่นในการเข้ามาลงทุนของลาวถ้าเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ใน CLMV น่าจะเป็นเรื่องงานบริการมากกว่า ทั้งทางด้านโรงแรม อาหาร และเรื่องบริการสุขภาพ โรงพยาบาลที่ยังขาดอยู่ ถ้ามีการลงทุนก็น่าจะไปได้ดี เพราะด้านสุขภาพที่ลาวยังขาดเยอะอยู่
ส่วนปัญหาที่นักลงทุนต่างชาติมักจะเจอ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับสัญญา เพราะที่ผ่านมาคนไปทำธุรกิจที่ลาวมักไม่ทันดูในเรื่องสัญญาดีเท่าไหร่ พอรู้จักกันก็ทำธุรกิจร่วมกัน แต่สุดท้ายกลับมีปัญหาเรื่องความไม่โปร่งใสในการทำธุรกิจร่วมกันกับหุ้นส่วนท้องถิ่น บางรายไม่ปฏิบัติตามที่ตกลงกันไว้ แม้ลงทุนไปธุรกิจก็ไม่เดิน ยกตัวอย่างที่เจอของไทย มีปัญหาการเอาเงินไปลงทุน แต่สุดท้ายธุรกิจไม่เกิด คือถูกหุ้นส่วนท้องถิ่นเอาเงินไปโดยไม่รู้ว่าเอาเงินไปทำอะไร
ที่มา: http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07011010358&srcday=&search=no
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น