วันอาทิตย์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2553

เปเล่ จิ้มเลือก อยากร่วมงาน 'เมสซี' มากกว่า 'โด้'


"ไข่มุกดำ" เปเล่ ตำนานลูกหนังแซมบ้า ช่วยโหมโรงก่อนเอล กลาซิโก โดยบอกว่าอยากได้ ลิโอเนล เมสซี ยอดมือปืนทีม "เจ้าบุญทุ่ม" บาร์เซโลนา เป็นเพื่อนร่วมทีม มากกว่า คริสเตียโน โรนัลโด ดาวยิง "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 21 มี.ค. "ไข่มุกดำ" เปเล่ ตำนานนักเตะทีมชาติบราซิล โหมกระแสก่อนเกม เอล กลาซิโก ในศึกลาลีกา สเปน วันอาทิตย์นี้ โดยชี้ว่าตนอยากได้ ลิโอเนล เมสซี ศูนย์หน้าตัวเก่งของ "เจ้าบุญทุ่ม" บาร์เซโลนา เป็นเพื่อนร่วมทีม มากกว่า คริสเตียโน โรนัลโด ปีกดาวยิงของ "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด

ตำนานวัย 74 ปี มีสถิติการพังตาข่ายสูงถึง 1,281 ประตู โดยส่วนใหญ่มาจากสมัยที่ค้าแข้งให้กับซานโตส ซึ่งถ้าต้องเลือกเพื่อนร่วมทีมเป็น 2 นักเตะที่ดีที่สุดในโลกยุคปัจจุบัน เจ้าตัวก็ยอมรับว่าอยากจะร่วมงานกับเมสซี ซึ่งเป็นนักเตะที่เล่นได้เป็นทีมมากกว่า

เปเล่ ที่ได้รับเชิญมาชมเกมแดงเดือด ระหว่าง ลิเวอร์พูล กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ สนามแอนฟิลด์ ให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า "เปรียบเทียบระหว่าง โรนัลโด กับ เมสซี เหรอ? มันเป็นคำถามที่ยากนะ พวกเขาเป็นนักฟุตบอลที่มีสไตล์แตกต่างกัน"

"เมสซี เล่นเป็นทีมมากกว่าเมื่อดูจากการสร้างสรรค์และการทำแอสซิสต์ แต่โรนัลโด บางทีก็คล้ายกับโรนัลโดของบราซิล คือโดดเด่นเฉพาะประสิทธิภาพการทำประตู"

"แต่ถ้าเป็นในทีมของผม ผมจะเลือกเมสซี แต่ทั้งคู่เป็นนักเตะที่มหัศจรรย์ เมสซี เป็นนักเตะที่เล่นเพื่อทีมและครบเครื่องกว่า ส่วนโรนัลโดโดดเด่นเฉพาะแดนหน้า".




ที่มา: http://www.thairath.co.th/content/488275

สาว นศ.แพทย์ดับ ควบเบนซ์ชนยับ รถสร้าง'รถไฟฟ้า'


นักศึกษาสาวปริญญาโทคณะแพทย์ตายก่อนวัยอันควร ควบเบนซ์สปอร์ตชนรถกระเช้าก่อสร้างรถไฟฟ้า บริเวณกลางสะพานข้ามคลองบางกอกน้อย ส่วนเพื่อนนั่งมาด้วยบาดเจ็บ...

เมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ 21 มี.ค. มีรายงานว่า ตำรวจรับแจ้งอุบัติเหตุรถชนกันบนสะพานข้ามคลองบางกอกน้อย ถ.จรัญสนิทวงศ์ ฝั่งมุ่งหน้าบางขุนนนท์ แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ จึงพร้อมด้วยแพทย์จากโรงพยาบาลศิริราชและเจ้าหน้าที่กู้ภัยไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุพบรถเก๋งเบนซ์สปอร์ต รุ่น SLK 200 สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน ฎว 176 กรุงเทพมหานคร สภาพชนจนด้านหน้ารถอัดก๊อบปี้ติดกับรถกระเช้าขนาดเล็ก ซึ่งภายในรถเก๋งพบศพ น.ส.ธนัชญา คำแดง ซึ่งเป็นนักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล สาขากายวิภาคศาสตร์ และเป็นเจ้าของคลินิกเสริมความงาม เพิ่งเรียนจบปริญญาโทจะรับปริญญาในปีหน้า นอกจากนั้น ยังมีผู้บาดเจ็บอีก 1 คน ซึ่งเป็นเพื่อนของผู้ตายที่นั่งมาด้วยกันในรถเก๋ง พลเมืองดีนำส่งโรงพยาบาล


เบื้องต้นทราบว่า ก่อนเกิดเหตุรถเก๋งขับมาถึงกลางสะพานข้ามคลองบางกอกน้อยแล้วแซงขวาขึ้นไปในช่องทางที่ 3 จนชนกับรถกระเช้าคู่กรณีที่จอดอยู่ช่องทางขวาสุด ซึ่งกำลังก่อสร้างทางรถไฟฟ้า ทำให้รถกระเช้ากระเด็นพลิกคว่ำ คาดว่าสาเหตุอุบัติเหตุอาจเกิดจากคนงานก่อสร้างเปิดช่องทางขวาสุดเอาไว้กลางสะพาน ทำให้ผู้ตายคิดว่าเปิดช่องทางให้รถวิ่งขณะขับรถขึ้นสะพานด้วยความเร็วมองไม่เห็นรถกระเช้า.



ที่มา: http://www.thairath.co.th/content/488253

วันพฤหัสบดีที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2553

ไมค์ จัดเต็ม ควงปืนบู๊โชว์ศิลปะการต่อสู้ ใน หัวใจปฐพี


นำเสนอข่าวโดยทีมงาน Sanook.com


“ไมค์-พิรัชต์” จัดเต็ม ควงปืนบู๊ โชว์ศิลปะการต่อสู้ ใน “หัวใจปฐพี”

บริษัท ทีวีซีน จำกัด ส่งละครแอ็คชั่นน้ำดี “หัวใจปฐพี” ลงจอ โดยมีพระนางสองคู่ที่จะมาสร้างสีสันความสนุกสนานให้แฟนๆได้ชมกัน นำทีมโดย “ปอ-ทฤษฎี สหวงษ์” ประกบคู่กับ “แยม-มทิรา ตันติประสุต” และ พระเอกหน้าหวาน “ไมค์-พิรัชต์ นิธิไพศาลกุล” ควงคู่มากับนางเอกแกะกล่อง “สายไหม-มณีรัตน์ ศรีจรูญ” โดยครั้งนี้ได้หนุ่มไมค์-พิรัชต์  มารับบทเป็น ภูริช เด็กจบนอกไฟแรง มาดกวน ที่เชี่ยวชาญศิลปะการต่อสู้

“ไมค์-พิรัชต์” เผยว่า “เรื่องนี้ผมรับบทเป็น ภูริช ครับ ภูริช เป็นหนุ่มนักเรียนนอกที่มาช่วยงานด้านสืบสวนสอบสวนให้กับหน่วยงานป่าไม้ โดยเรื่องนี้บทบาทของผมจะแตกต่างจากเรื่องอื่นที่เคยรับเล่นมา เพราะเรื่องนี้ผมจะมีคาแรคเตอร์ที่เป็นเด็กมาดกวนสไตล์เด็กนอก แต่ว่าไม่ใช่แนวกร่างวางอำนาจนะครับ จะเป็นแนวกวนประสาทชาวบ้านมากกว่า ภูริชเป็นคนจิตใจดีและบู๊เก่งครับ ในเรื่องจะมีฉากบู๊เยอะมาก เรื่องนี้ผมรู้สึกว่าเป็นตัวของตัวเองที่สุด เนื่องจากผมจะค่อนข้างชอบฉากบู๊ เพราะมันท้าทายและสนุก บางฉากเราก็ได้ใช้ทักษะส่วนตัวเล่นด้วย  สำหรับบทบู๊ในเรื่องนี้ผมว่าค่อนข้างที่จะเป็นแนวคล้ายๆพี่จา-พนม ที่มีศิลปะการต่อสู้ที่สวยงาม แต่จะปรับให้เป็นสมัยใหม่ ซึ่งผมก็ผมชอบมากเลยครับ เรื่องนี้ผมได้มาเล่นคู่กับนางเอกน้องใหม่อย่าง “สายไหม-มณีรัตน์” (รับบทเป็น เอวา) ก็ดีครับ น้องเขาเด็กกว่าก็เข้ากันได้เร็วเพราะไมค์เวลาอยู่ในกองจะตลกๆขำๆ แล้วอายุเราไม่ห่างกันมาก เลยทำให้เราเข้ากันได้เร็วขึ้น สุดท้ายผมก็ขอฝากผลงานของผมและฝากแฟนๆเป็นกำลังใจให้น้องใหม่ อย่างสายไหมด้วยครับ”



ที่มา: Sanook.com

สื่อลือ! ผีล้างเลือดเสริม4แข้งใหม่-โละนับ10ราย


"ปีศาจแดง" เตรียมเสริมนักเตะใหม่ 4 รายช่วงซัมเมอร์นี้ และอาจโละแข้งไร้ประโยชน์นับ 10 ราย จากการตีข่าวของ"เทเลกราฟ"
     
"เทเลกราฟ" สื่อดังเกาะอังกฤษ ตีข่าวว่า "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมยักษ์ใหญ่แห่งศึกพรีเมียร์ลีก ภายใต้การคุมทัพของ หลุยส์ ฟาน กัล กุนซือชาวดัตช์ ที่ผลงานไม่ค่อยน่าปลื้มนัก

ล่าสุดเมื่อวันจันทร์ที่ 9 มีนาคม ที่ผ่านมา ตกรอบ 8 ทีมสุดท้าย เอฟเอ คัพ คาถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด โดน อาร์เซนอล บุกมาเฉือน 1-2 ดังนั้นความหวังเดียวที่เหลืออยู่คือติดท็อปโฟร์ เพื่อกลับไปลุยศึก ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ปีหน้า
     
โดย หลุยส์ ฟาน กัล ต้องการตำแหน่งแบ็กขวา คือ นาธาเนียล ไคลน์ ของ เซาแธมป์ตัน ส่วนเซนเตอร์ฮาล์ฟ เป็น อายเมริค ลาปอร์เต ของ แอธเลติก บิลเบาและ มัตส์ ฮุมเมิลส์ ของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ขณะที่กองกลางเป้าหมายที่เล็งมานานอย่าง เควิน สตรูทมัน ของ โรม่า ที่ยังคงมีอาการบาดเจ็บหัวเข่าบ่อยครั้งก็ตาม
     
ส่วนกองหน้าค่าเหนื่อยสุดแพงอย่าง ราดาเมล ฟัลเกา เตรียมถูกส่งกลับ โมนาโก ทันทีหลังเล่นไม่ประทับใจ ขณะที่ โรบิน ฟาน เพอร์ซี ก็จะปล่อยให้หมดสัญญาปีสุดท้ายด้วยวัย 31 ปี ส่วนที่อยากได้มาแทนน่าจะเป็น เอดินสัน คาวานี่ ของ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง และ แดนนี่ อิงก์ส ของ เบิร์นลีย์
     
ทั้งนี้ เมื่อช่วงซัมเมอร์ปีที่ผ่านมา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปล่อยนักเตะออกจากทีมถึง 14 ราย ด้วยกัน ดังนั้นปิดฤดูกาลนี้น่าจะถึงคิวของ คริส สมอลลิ่ง, จอนนี อีแวนส์, ราฟาเอล ดา ซิลวา, ไมเคิ่ล คาร์ริค, แอชลีย์ ยัง, ฆวน มาต้า, อัดนัน ยานูไซจ์, ฮาเวียร์ เฮร์นานเดซ และอาจจะรวมถึง ฟิล โจนส์ ด้วย ไม่ว่าจะแบบขายขาดหรือยืมตัว





ที่มา: http://sport.sanook.com/138221/

เด็กหญิงผวา! ยืนรอน้าเข้าห้องน้ำ เจอชายชกท้องอุ้มขึ้นรถหวังข่มขืน


เมื่อเวลา 00.30 น. (18 มี.ค.) พ.ต.ต.วัชระพงษ์ เทียนประถัมป์ สารวัตรเวรสอบสวน สภ.คูคต ได้รับแจ้งมีคนร้ายฉุดเด็กหญิงหวังจะข่มขืน แต่เด็กร้องขอความช่วยเหลือ คนร้ายจึงปล่อยตัวไว้ที่กลางลานดิน จากนั้นคนร้ายวิ่งหลบหนีไปบริเวณถนนพระองค์เจ้าสาย ม.6 ต.ลาดสวาย อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี จึงไปที่เกิดเหตุ พร้อมด้วยกำลังชุดไล่ล่าของเจ้าหน้าที่ตำรวจมูลนิธิร่มไทรลำลูกกา และเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู พร้อมไฟสว่าง เพื่อใช้ในการค้นหาคนร้าย

ที่เกิดเหตุเป็นลานดินกว้างมีป่ากกปกคลุมอยู่ขนาดกว่า 2 ไร่ พบเด็กหญิงเอ (นามสมมติ) อายุ 12 ปี นักเรียนชั้น ป.6 โรงเรียนแห่งหนึ่ง อยู่ในสภาพหวาดกลัว จนตัวสั่น โดยมีนางสาวน้ำ (นามสมมติ) มารดา อายุ 34 ปี ปลอบขวัญลูกสาวที่ยังตกใจกลัวอยู่

ส่วนทางด้านกำลังชุดไล่ล่าของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่มไทรลำลูกกา และเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู ได้ใช้ไฟส่องสว่างเพื่อใช้ในการค้นหาคนร้ายในบริเวณดังกล่าวใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง แต่ก็ไม่พบตัว จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงให้ผู้เสียหายไปชี้จุดเกิดเหตุ ซึ่งอยู่หลังร้านติดฟิล์มรถยนต์แห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ห่างจากลานดินที่คนร้ายนำเด็กไปปล่อยไว้ประมาณ 100 เมตร

จากการสอบถามนางสาวน้ำ บอกว่า ตนเปิดร้านติดฟิล์มรถยนต์ระหว่างเกิดเหตุ ลูกสาวได้ไปเข้าห้องน้ำที่หลังร้านกับน้า แต่เห็นว่าลูกสาวได้หายไปนาน จึงออกตามหา และให้สามีโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ เกรงว่าจะเกิดเหตุร้ายกับลูกสาว ต่อมามีชาวบ้านมาบอกว่าได้ยินเสียงเด็กผู้หญิงร้องขอความช่วยเหลือ จึงวิ่งมาดูก็พบว่าเป็นลูกสาวตน

ส่วนเด็กหญิงเอ ได้ให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยสภาพที่หวาดกลัวว่า หลังจากที่ตนมาเข้าห้องน้ำแล้ว ยืนรอน้าอยู่ ก็ได้มีคนร้ายเป็นชาย 2 คน ใส่ชุดดำทั้งคู่ คนหนึ่งใส่หมวกไหมพรมสีดำ และอีกคนใส่หมวกแก๊ปสีดำเช่นกัน เข้ามาทางด้านหลัง และชกตนเข้าที่ท้อง และได้อุ้มตนขึ้นรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้าเวฟ สีแดง ไม่ทราบแผ่นป้ายทะเบียน เข้าไปในลานดิน แต่ตนก็ได้ร้องให้คนช่วยตลอดเวลา จนคนร้ายได้ปล่อยตัวตน และคนร้ายได้ขับรถหลบหนีไป

ด้าน พ.ต.ต.วัชระพงษ์ เทียนประถัมป์ กล่าวว่า คนร้ายน่าจะรู้จักกับผู้เสียหาย และอาจจะเป็นคนในพื้นที่ จึงได้นำตัวไปสอบถามเพิ่มเติมที่ สภ.คูคต และจะได้ติดตามคนร้ายมาดำนินคดีต่อไป



ที่มา: http://news.sanook.com/1765477/

โฟกัสตลาด CLMV ต่างชาติมุ่งพม่า-เวียดนาม


"พม่า เป็นดาวรุ่งอันดับ 1 ในกลุ่มประเทศ CLMV ที่มีการลงทุนจากต่างชาติเพิ่มสูงสุด เพราะมีทรัพยากรธรรมชาติเยอะ ประกอบกับรัฐบาลพม่าเริ่มวางนโยบายระดับชาติส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ เอื้อให้การลงทุนและการท่องเที่ยวเติบโตมากขึ้น" เป็นประโยคที่ คุณจุลพงศ์ อยู่เกษ ประธานคณะกรรมการ บริษัท ซิกโก้ ลอว์ (ประเทศไทย) จำกัด และหุ้นส่วนซิกโก้ โฮลดิ้ง สิงคโปร์ ให้ข้อมูลกับบรรดานักข่าวเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งเขาเป็นผู้หนึ่งที่คลุกคลีอยู่ในวงการธุรกิจอาเซียนมานาน เนื่องจากบริษัท ซิกโก้ ลอว์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ให้บริการด้านกฎหมายและธุรกิจระหว่างประเทศ โดยมีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษด้านกฎหมายในอาเซียน



มาเลย์-สิงคโปร์รุกในอาเซียน

คุณจุลพงศ์ เล่าว่า กลุ่มทุนไทยที่ขยายตลาดต่างประเทศเข้าไปในประเทศอาเซียน ยังคงจำกัดอยู่เฉพาะบริษัทใหญ่ๆ และนักธุรกิจบางกลุ่มเท่านั้น ส่วนหนึ่งสะท้อนจากฐานลูกค้าของบริษัทซิกโก้ฯ ที่มารับบริการในการช่วยเหลือทางด้านกฎหมายและธุรกิจระหว่างประเทศอันดับ 1 ในสัดส่วนกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ คือ ประเทศมาเลเซีย ตามมาด้วยสิงคโปร์ 30 เปอร์เซ็นต์ และจีน ญี่ปุ่น รวมกันราว 30 เปอร์เซ็นต์ แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวของสิงคโปร์และมาเลเซียในด้านการลงทุน

นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติยังสนใจเข้าไปลงทุนในเวียดนามด้วยเช่นบริษัทใหญ่แห่งหนึ่งจากสหรัฐอเมริกา ที่มีแผนพัฒนาที่อยู่อาศัยและโรงแรม มูลค่ากว่า 2.5 พันล้านดอลลาร์

"ตอนนี้สำนักงานกฎหมายของเราได้เปิดสำนักงานทั้งที่โฮจิมินห์และที่ฮานอย เนื่องจากมีความต้องการจากลูกความที่เข้าไปลงทุนในเวียดนามอย่างมากเลยทีเดียว เพราะมีทรัพยากรธรรมชาติและความมีเสถียรภาพทางการเมือง ตลอดจนประชากรในวัยแรงงานที่มีจำนวนมาก ทั้งค่าจ้างแรงงานยังไม่สูงมาก เหล่านี้เป็นปัจจัยดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนชาวต่างชาติจำนวนมาก"

คุณจุลพงศ์ บอกด้วยว่า การลงทุนด้านการก่อสร้างและโรงแรม ในกลุ่มประเทศ CLMV นั้น เป็นการลงทุนที่น่าสนใจ เนื่องจากเป็นกลุ่มประเทศที่กำลังอยู่ในช่วงขยายตัว มีการก่อสร้างสาธารณูปโภคมากมาย จำเป็นต้องใช้สินค้าในกลุ่มของวัสดุก่อสร้าง ส่วนด้านการโรงแรม เมื่อมีนักลงทุนเข้าไปมากขึ้น ตลาดด้านโรงแรมจึงเติบโตตาม และไม่ได้ไปเพียงที่หัวเมืองใหญ่ๆ เท่านั้น ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกมากมายที่ต้องการที่พักที่ดีๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว

สำหรับสิ่งที่เป็นอุปสรรคร่วมของการเข้ามาลงทุนในประเทศ CLMV คือ กฎหมาย เนื่องจากผลสำรวจนักธุรกิจทั่วโลกจากเวิลด์แบงก์ มีถึง 45 เปอร์เซ็นต์ ที่ระบุให้เป็นอุปสรรค อันดับ 2 รองจากการแสวงหาแหล่งเงินทุน และจะเห็นได้ว่ากลุ่มประเทศ CLMV ยังมีความพร้อมรองรับการลงทุนที่แตกต่างกันไป อย่างกัมพูชาและลาว ปัจจุบันยังไม่มีข้อกฎหมายที่เอื้อนักลงทุนอย่างชัดเจน ส่วนเวียดนาม แม้จะมีการปรับปรุงกฎหมายรองรับนักลงทุน แต่มีการปรับเปลี่ยนบ่อยครั้ง ยังไม่เสถียรพอ

อย่างไรก็ตาม การมีข้อจำกัดดังกล่าวถือเป็นโอกาสของธุรกิจผู้ให้บริการด้านกฎหมาย และธุรกิจระหว่างประเทศที่มีแนวโน้มเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2558 บริษัทตั้งเป้ารายได้ 1,000 ล้านบาท และในปี 2559 คาดว่าจะมีรายได้เติบโตกว่า 2,000 ล้านบาท ขณะที่ปัจจุบันมีมูลค่าการลงทุนของลูกค้ากว่า 1 แสนล้านบาท



ชี้ทะเลแถวมะริด อนาคตรุ่ง

คุณจุลพงศ์ ฉายภาพการลงทุนในพม่าให้เห็นชัดๆ ว่า ตอนนี้นักลงทุนหลายๆ ชาติให้ความสนใจ แต่กฎหมายการลงทุนค่อนข้างล้าสมัย มีหลายฉบับอยู่ในขั้นตอนการปรับปรุง เหมือนๆ ประเทศไทยเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ทั้งนี้ อยากให้นักลงทุนไทยจับตาและศึกษาการลงทุนในพม่าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร เนื่องจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของพม่ามีความโดดเด่นมากๆ

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีนักลงทุนและเชนรับบริหารโรงแรมระดับอินเตอร์เข้าไปปักธงขยายธุรกิจจำนวนมากโดยเฉพาะในย่างกุ้ง แต่ข้อจำกัดเรื่องปริมาณโรงแรมและร้านอาหารที่ยังมีไม่เพียงพอ มีเพียงนักลงทุนรายใหญ่ๆ เท่านั้น และยังไม่โฟกัสในธุรกิจอาหาร ซึ่งเป็นโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติเข้าไปขยายธุรกิจ ในส่วนนักลงทุนไทยที่ลงทุนในพม่าส่วนใหญ่เป็นโรงแรม ร้านอาหารส่วนใหญ่จะเป็นเชนมากกว่า

ประเทศพม่ามีกระทรวงโรงแรมและการท่องเที่ยว ซึ่งมีแผนการส่งเสริมธุรกิจการท่องเที่ยวชัดเจน เช่น มีโครงการขยายสนามบินที่มะริด ขยายสนามบินที่ทวายให้เครื่องบินพาณิชย์ลงได้ โดยใช้เวลาบินจากไทยประมาณครึ่งชั่วโมงเท่านั้นเอง

คุณจุลพงศ์ กล่าวด้วยว่า ในอนาคตเมืองที่น่าจับตามองคือ เมืองท่องเที่ยวทางทะเลแถบ "มะริด" ที่มีเกาะบริวารน้อยใหญ่ 500-600 เกาะในบริเวณฝั่งทะเลอันดามันทางภาคใต้ของพม่า ซึ่งมีศักยภาพสูงมากๆ ปัจจุบัน ทางกระทรวงการโรงแรมและท่องเที่ยวของพม่าได้เปิดให้เอกชนที่สนใจลงทุนเช่าเกาะเข้าไปขออนุญาตเช่าแล้ว เป็นโมเดลการเช่าเหมือนกับการเช่าเกาะที่มัลดีฟส์ และเวลานี้มีนักลงทุนจากฮ่องกงและนักลงทุนไทยจากประจวบคีรีขันธ์เข้าไปลงทุนสร้างโรงแรมขนาด 250 ห้องพักที่นั่นแล้ว อนาคตเชื่อว่ามะริดจะมีศักยภาพเทียบชั้นเมืองภูเก็ตได้แน่นอน

ทั้งนี้ ในการจะเข้าไปลงทุนที่ประเทศพม่านั้น นักธุรกิจต่างชาติล้วนพุ่งเป้าไปหาผู้ประกอบการท้องถิ่น แต่ปัญหาคือ ในพม่ามีครอบครัวที่รวยจริงๆ ประมาณ 10 ครอบครัว แต่ละครอบครัวก็มีธุรกิจหลายอย่าง พอใครจะเข้าไปก็มักไปชักชวนครอบครัวเหล่านั้นมาร่วมลงทุน

คุณจุลพงศ์ บอกข่าวดีให้ฟังว่า ประมาณปลายปีนี้ ทางพม่าจะเปิดโอกาสให้ธุรกิจประกันภัยต่างประเทศเข้าไปลงทุนได้ และให้เข้าไปถือหุ้นถึง 49 เปอร์เซ็นต์ คาดว่าการเปิดเสรีจะทำให้ธุรกิจประกันภัยมีการขยายตัวและเป็นโอกาสของบริษัทประกันภัยไทย ไม่ว่าจะเป็นประกันชีวิตหรือประกันวินาศภัย

เขาระบุว่า การไม่รู้จักตลาดและการขาดเงินทุนเป็นอุปสรรคที่สำคัญของผู้ประกอบการต่อการเข้าไปทำธุรกิจในประเทศอาเซียน ดังนั้น นักลงทุนไทยควรเริ่มจากการสำรวจจุดแข็งและจุดอ่อนของกิจการของตัวเองก่อน และขอให้เดินทางไปยังประเทศเป้าหมาย ทำความรู้จักกับคู่ค้าหรือวงการค้าในประเทศนั้นๆ ปรึกษาหน่วยงานไทยที่ให้การสนับสนุนข้อมูลด้านการลงทุนในต่างประเทศ เช่น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ เป็นต้น

ฟังทัศนะผู้บริหารบริษัท ซิกโก้ ลอว์ (ประเทศไทย) จำกัด ไปแล้ว ทีนี้ลองมาฟังประสบการณ์และมุมมองของ คุณพวงสะหวัน พันทะลี ผู้จัดการของ บริษัท ซิกโก้ ลอว์ ในกรุงเวียงจันทน์ สปป.ลาว กันบ้าง



ชี้ลาวยังไม่มี กม.แฟรนไชส์เฉพาะ

เขาแจกแจงว่า มีลูกค้าต่างชาติประมาณ 95 เปอร์เซ็นต์ ส่วนใหญ่มาจากจีนแผ่นดินใหญ่เป็นอันดับ 1 เป็นการทำธุรกิจเหมืองแร่ นอกจากนั้นมีลูกค้าจำนวนหนึ่งมาจากฮ่องกง เกาหลี ออสเตรเลีย อเมริกา ไทย และเวียดนามบ้าง ธุรกิจด้านโรงไฟฟ้าคนไทยก็ไปลงทุนเยอะเหมือนกัน เหมืองแร่ก็มี และการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ก็มีอยู่บ้าง โดยลูกความคนไทยจะทำเรื่องจดทะเบียนบริษัท และมีคดีความบ้าง บางรายก็ให้ตรวจแก้สัญญา ธุรกิจด้านโรงไฟฟ้าคนไทยก็ไปลงทุนเยอะเหมือนกัน เหมืองแร่ก็มี และการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ก็มีอยู่บ้าง

คุณพวงสะหวัน แนะนำว่า ถ้าจะไปลงทุนในลาวอยากให้ศึกษาว่ากฎหมายด้านธุรกิจของลาวเป็นอย่างไร ซึ่งมีความจำเป็นอย่างมาก และกฎหมายลาวก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ พร้อมกันนั้น ควรดูว่าจะลงทุนในส่วนไหน อย่างที่เวียงจันทน์ หรือตามแขวงไหน ลูกค้าเป็นอย่างไร ซึ่งพื้นที่ที่ควรลงทุนในส่วนของโรงแรมที่พักจะเป็นเมืองใหญ่ๆ อย่างเวียงจันทน์ หลวงพระบาง ปากเซ และสะหวันนะเขต

เขาอธิบายว่า ที่ลาวไม่มีกฎหมายธุรกิจแฟรนไชส์โดยเฉพาะเช่นเดียวกับที่พม่าก็ไม่มีเช่นกัน ดังนั้น การไปเปิดแฟรนไชส์ในลาวจึงขึ้นอยู่กับการขออนุญาตในประเภทของธุรกิจนั้นๆ โดยอาจจะเป็นการทำธุรกิจร่วมกับคนลาว ซึ่งทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับแฟรนไชส์จะขึ้นอยู่กับสัญญาที่ 2 ฝ่ายเซ็นกัน คือผู้ที่จะลงทุนจะต้องไปตั้งบริษัทที่ลาว ปัจจุบัน แฟรนไชส์ในลาวมีแค่เดอะ พิซซ่า คอมปะนี และสเวนเซ่นส์ ที่เข้าไปเท่านั้นยังไม่มี เคเอฟซี หรือแมคโดนัลด์เข้าไป ส่วนธุรกิจอื่นๆ ที่ทำแฟรนไชส์ก็อยู่บนพื้นฐานสัญญา 2 ฝ่ายที่เซ็นกัน

ปัจจัยหนึ่งที่ผู้ประกอบการบางรายไม่อยากเข้าไปลงทุนในลาวก็คือ จำนวนประชากรที่มีแค่ 6 ล้านกว่าคนเท่านั้น แต่ในประเด็นนี้ คุณพวงสะหวันเห็นต่างว่า อยากให้ผู้ลงทุนมองไปไกลกว่านั้น ต้องมองไปถึงจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มมากขึ้นทุกปี อีกทั้งเมื่อมีการลงทุนจากต่างชาติในโครงการใหญ่ๆ เช่นกิจการเหมืองแร่ของจีนก็มีพนักงานของบริษัทจีนเข้าไปเยอะ อย่างที่เวียงจันทน์มีนักลงทุนมาจากจีนและเกาหลี และฮ่องกง เวียดนาม ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ก็เข้ามา ทำให้มีความต้องการเกิดขึ้นและมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นด้วย

สำหรับจุดเด่นในการเข้ามาลงทุนของลาวถ้าเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ใน CLMV น่าจะเป็นเรื่องงานบริการมากกว่า ทั้งทางด้านโรงแรม อาหาร และเรื่องบริการสุขภาพ โรงพยาบาลที่ยังขาดอยู่ ถ้ามีการลงทุนก็น่าจะไปได้ดี เพราะด้านสุขภาพที่ลาวยังขาดเยอะอยู่

ส่วนปัญหาที่นักลงทุนต่างชาติมักจะเจอ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับสัญญา เพราะที่ผ่านมาคนไปทำธุรกิจที่ลาวมักไม่ทันดูในเรื่องสัญญาดีเท่าไหร่ พอรู้จักกันก็ทำธุรกิจร่วมกัน แต่สุดท้ายกลับมีปัญหาเรื่องความไม่โปร่งใสในการทำธุรกิจร่วมกันกับหุ้นส่วนท้องถิ่น บางรายไม่ปฏิบัติตามที่ตกลงกันไว้ แม้ลงทุนไปธุรกิจก็ไม่เดิน ยกตัวอย่างที่เจอของไทย มีปัญหาการเอาเงินไปลงทุน แต่สุดท้ายธุรกิจไม่เกิด คือถูกหุ้นส่วนท้องถิ่นเอาเงินไปโดยไม่รู้ว่าเอาเงินไปทำอะไร




ที่มา: http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07011010358&srcday=&search=no

"ครีม เปรมสินี" ปรี๊ดเเตกอย่างเเรง โดนด่าเต้ายาน!!



เจอนักเลงคีย์บอร์ดเกรียนเข้าให้อีกเเล้ว สำหรับนักเเสดงสาว ครีม เปรมสินี ที่ถูกเข้ามาคอมเม้นท์เเรงในภาพที่เจ้าตัวใส่บิกินีวันพีชเล่นน้ำอยู่กับเพื่อนสาวสุดซี้ เอมมี่ มรกต ว่าเต้ายาน!!

งานนี้เล่นเอาสาวครีมถึงกับความเสียความรู้สึกอย่างเเรง ก่อนจะโพสต์รูปตัวเองในชุดไทย พร้อมข้อความถึงพวกชอบคอมเม้นท์สนุกปากว่า

"คงไม่เหมาะกับชุดว่ายน้ำ เห็นใส่ทีไร วิจารณ์กันจัง #วิจารณ์ได้นะคะ #แต่ควรสุภาพ #ให้เกียรติกันบ้าง #เป็นผู้หญิงนะคะ หรือบางร้านค้าก็ฉวยโอกาส เอารูปไปขายของ แล้วก็วิจารณ์กันแบบสนุกปาก ..... สังคมไทยที่น่ารัก หายไปไหนหมด พื้นที่บน social network ถึงแม้เราไม่เคยรู้จักกัน เห็นหน้ากัน แต่เรา "ควรจะให้เกียรติกันนะคะ" ไม่ใช่สนุกปาก อยากเขียนอะไรก็เขียน ครีมยอมรับทุกคำติชมนะคะ แต่ขอเขียนแบบน่ารัก หรือบางทีก็อาจผิดที่ตัวเองก็ได้ที่ไม่ได้ระวัง หรือบางทีระวังแล้ว แต่คนอื่นอาจไม่ทันได้ระวัง ก็เลยคิดว่าต่อไปคงต้องใส่แต่ชุดเรียบร้อยแล้วดีกว่า จะได้ไม่มีปัญหากับผู้ใดอีก "




ที่มา: http://www.khaosod.co.th

วันจันทร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2553

พี่ไทยจ๋อย..เขมรโลด.. เขมรผลิตรถไฟฟ้าได้เองแล้ว คันละ 9 หมื่นบาท ดูคลิป


วันที่ 17 ม.ค.58 เขมรผลิตรถไฟฟ้าได้เองแล้ว คันละ 9 หมื่นบาท.. ตอนนี้เขมร เป็นปลื้มมาก ผลิตรถ อังกอร์ อีวี 2013 ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า ชาร์ทแบตแต่ละครั้งวิ่งได้ 300 กม. ไม่ต้องรอชาร์ทเปลี่ยนแบตแล้ววิ่งต่อไปทันที ออกแบบสวยงาม ประตูยกปีกขึ้นจากด้านข้าง คันละราวกว่า 90,000 บาท ตัวท๊อปประมาณ 1.2 แสนบาท


"อังกอร์ อีวี 2013" ที่ผลิตขึ้นภายในประเทศกัมพูชา รถยนต์ไฟฟ้าภายใต้ชื่อแบรนด์ ANGKOR "อังกอร์" ที่สามารถทำความเร็วได้สูงสุด 60 กม./ชม. จากการออกแบบโดยนายเญียน ผลึก นักนวัตกรรมชาวกัมพูชา





ที่มา: http://thaienews.blogspot.com/2015/01/9.html?m=1

วันเสาร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2553

โรคสมองเสื่อม จับคนหนุ่มวัย 20


นักวิทยาศาสตร์พบด้วยความทุกข์ใจว่า คนที่ยังหนุ่มแน่นอายุแค่ 20 ปีเท่านั้น บางคนก็เกิดมีอาการสมองเสื่อมกันแล้ว เพราะได้พบว่าสมองของผู้ป่วยเหล่านี้ ถูกโปรตีนผิดปกติชนิดหนึ่งที่เรียกว่าอเมลอยด์จับอยู่ในสมองซึ่งเป็นลักษณะเด่นของโรคสมองเสื่อม โดยมันจะเริ่มสะสมขึ้นในหน่วยประสาทของผู้ป่วย

ส่วนในสมองของผู้ป่วยที่สูงอายุนั้น ก็จะมีสารโปรตีนนี้จับอยู่อย่างหนาแน่น

นายแพทย์ชานกิซ กูวลา มหาวิทยาลัยนอร์ธ เวสเทิร์นของสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวว่า การค้นพบว่าโรคสมองเสื่อมเริ่มเป็นแม้แต่ผู้ที่ยังหนุ่มแน่นเช่นนี้ เป็นเรื่องที่ไม่ได้นึกฝันมาก่อน นับว่ามันเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก เรารู้ดีว่าสารอเมลอยด์ หากว่าปรากฏจับอยู่มานานแล้วจะก่อปัญหาขึ้น ด้วยเหตุว่าหน่วยประสาทที่เสียหายเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นหน่วยประสาทที่มีหน้าที่เกี่ยวกับความจำและความสนใจอยู่อย่างใกล้ชิด

หมอผู้เชี่ยวชาญกล่าวให้ความเห็นต่อไปว่า ปื้นของสารอเมรอยด์ที่ยิ่งจับหนาขึ้น และกินบริเวณกว้างยิ่งมีความรุนแรงมากขึ้น การที่มีสารเหล่านี้จับอยู่ในเซลล์เป็นจำนวนมากนั้น อาจจะเป็นเพราะว่าเซลล์ไม่สามารถที่จะกำจัดมันออกไปได้ จึงต้องปล่อยให้มันทับถมกันเช่นนี้.



ที่มา: http://www.thairath.co.th/content/486296

มือโพสต์คลิป รองสว.จร.ไม่รับสินบน สำนึกผิดเข้าขอขมาถึงโรงพัก



ช่างวอลล์เปเปอร์ มือถ่ายคลิป รองสว.จร.พระประแดง ที่ไม่ยอมรับสินบน ด่านปากน้ำเข้าขอขมา หลังจากที่โพสต์ลงบนโลกโซเชียล จนถูกกระแสต่อว่าจำนวนมาก จึงรู้สึกสำนึกผิด โดยฝ่าย ตร.ยอมให้อภัย แต่เรื่องคดีให้ว่ากันไปตามกระบวนการ ก.ม.

จากกรณีคลิปเหตุการณ์ผู้ขับขี่รายหนึ่งอัดคลิปต่อว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ตั้งด่านตรวจบริเวณด่าน ปากน้ำ ถ.สุขุมวิท พร้อมกับกล่าวว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจรังแกประชาชน ไม่มีความจริงใจ เพราะมาแอบยืนตั้งด่านหลบหลังตู้เก็บเงินทางด่วนโดยในคลิปเจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามอธิบายอย่างใจเย็น แต่คนที่อัดคลิปไม่ยอมฟัง และยังถ่ายคลิปอย่างต่อเนื่อง เพราะไม่พอใจที่ทางเจ้าหน้าที่ไม่ยอมรับสินบนที่ยื่นให้ ซึ่งคลิปดังกล่าว มีความยาวประมาณ 3.28 นาที และถูกโพสต์ลงในโลกโซเชียล

กระทั่งมีชาวเน็ตออกมาแสดงความคิดเห็นและต่อว่า คนถ่ายคลิปกันเป็นจำนวนมาก จน ร.ต.ท.นิรุตม์ แก้วเอี่ยม รอง สว.จร.สภ.พระประแดง ช่วยราชการศูนย์จัดการจราจรทางพิเศษบางพลี-สุขสวัสดิ์ (กาญจนา) คนที่อยู่ในคลิป ได้เข้าร้องทุกข์ที่ สภ.เมืองสมุทรปราการ เพื่อให้ดำเนินคดีกับผู้ถ่ายคลิป ซึ่งคือ นายกนกชัย เบญจางค์นรา อายุ 52 ปี เนื่องจากการกระทำของนายกนกชัย ถือเป็นการคุกคามดูหมิ่นเจ้าพนักงานที่ปฏิบัติตามหน้าที่


ล่าสุดเมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 13 มี.ค.58 นายกนกชัย เบญจางค์นรา 52 ปี อาชีพช่างติดวอลล์เปเปอร์ ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.เมืองสมุทรปราการ เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา

นายกนกชัย กล่าวว่า สำหรับเรื่องสิ่งที่ทำไปนั้น เพราะอารมณ์ชั่ววูบของตนเอง ไม่ได้ ตั้งใจที่จะลบหลู่ ตำรวจทุกท่านไม่คิดว่าเรื่องจะบานปลายใหญ่โตขนาดนี้ โดยเฉพาะครอบครัวของตนเอง ที่ทนกระแสสังคมแทบไม่ไหว ซึ่งต้องกราบขอโทษ ร.ต.ท.นิรุตม์ ถึงการกระทำของตนด้วย อยากฝากขอโทษสังคมกับสิ่งที่ตนทำลงไปด้วย ทั้งนี้อยากฝากเป็นอุทาหรณ์สำหรับผู้ที่ชอบนำคลิปที่ไม่เป็นประโยชน์ไปโพสต์ลงในโลกโซเชียล ขอให้คิดโดยรอบคอบ เนื่องจากทำลงไปแล้วสามารถนำความเดือดร้อนให้กับคนอีกหลายฝ่าย

ต่อมา เวลา 17.00 น.ที่ห้องประชุม สภ.เมืองสมุทรปราการ นายกนกชัย ได้นำพวงมาลัย เข้ากราบขอขมา ร.ต.ท.นิรุตม์ แก้วเอี่ยม

ด้าน ร.ต.ท.นิรุตม์ เปิดเผยว่า หลังจากที่รับขอขมาจากนายกนกชัย โดยส่วนตัวแล้ว ตนเป็นลูกผู้ชายชาติตำรวจ เมื่อนายกนกชัย ทำไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบ เมื่อตั้งสติได้มาขอโทษ ตนก็ยินดียกโทษให้แบบลูกผู้ชายเช่นกัน แต่เรื่องของข้อกล่าวหาก็ต้องว่ากันไปตามกระบวนการของกฎหมาย เบื้องต้นพนักงานสอบสวน แจ้งข้อหา เบื้องต้นได้แจ้งข้อหา ดูหมิ่นเจ้าพนักงานในขณะปฏิบัติหน้าที่ หมิ่นประมาทโดยการพนักงาน และให้สินบนพนักงาน ขณะปฏิบัติงานตามหน้าที่.


ที่มา: http://www.thairath.co.th/content/486762

นศ.มหา'ลัยดัง ผูกคอดับคาหอพัก ทิ้งจดหมายขอโทษพ่อแม่


นักศึกษาชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยดังภูเก็ต ใช้เสื้อผูกคอกับพัดลมเพดาน เสียชีวิตคาหอพัก พบจดหมายเขียนแปะผนังขอโทษพ่อแม่ บอกลาหนุ่มคนสนิท...

กลางดึกวันที่ 12 มี.ค. พ.ต.ต.หญิง พรทิพย์ ชุมศรี พนักงานสอบสวน สภ.เมืองภูเก็ต ได้รับแจ้งว่า พบศพคนผูกคอตายภายในห้องพักแห่งหนึ่ง ต.รัษฎา อ.เมือง จ.ภูเก็ต จึงพร้อมด้วย พ.ต.ต.รัฐเชตต์ มั่นเมือง สวป. นำกำลังสายตรวจและมูลนิธิกุศลธรรมภูเก็ต รุดไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุเป็นอาคารสูง 3 ชั้น บริเวณชั้น 3 ที่หน้าห้องดังกล่าว พบชาวบ้าน-นักศึกษาที่อยู่ร่วมหอพัก จับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อเข้าไปถึงภายในห้อง พบร่างหญิงสาว ถูกนำลงมาจากพัดลมเพดานกลางห้อง เพื่อรอเจ้าหน้าที่ตำรวจมาชันสูตรศพ เบื้องต้นพบสภาพลิ้นจุกปาก บริเวณปลายเท้ามีโต๊ะรีดผ้าวางอยู่ 1 ตัว ไม่พบร่องรอยการรื้อค้นทรัพย์สิน และไม่พบร่องรอยการถูกทำร้ายร่างกาย และพบเสื้อคล้ายเสื้อนักศึกษาผูกติดที่พัดลมเพดานดังกล่าว ทราบชื่อต่อมาคือ น.ส.เจ (นามสมมติ) อายุ 19 ปี ชาว จ.ตรัง นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยชื่อดังภูเก็ต เสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3-4 ชม. จึงนำศพส่งชันสูตรอย่างละเอียดที่ รพ.วชิระภูเก็ต

ตรวจสอบภายในห้องยังพบจดหมาย จำนวน 3 ฉบับ แปะติดไว้ฝาพนังภายในห้องนอน เป็นข้อความขอโทษพ่อแม่ และข้อความถึงหนุ่มคนสนิท เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

จากการสอบถามเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัย ทราบว่า น.ส.เจ เป็นคนหน้าตาดี ร่าเริง มีอัธยาศัยดี เป็นที่รักของเพื่อนๆ ก่อนเกิดเหตุในช่วงค่ำ ญาติของผู้ตายยังมาพูดคุยกับ น.ส.เจ ตามปกติ โดยไม่มีทีท่าว่าจะเสียใจในเรื่องใดๆ จากนั้นเพื่อนได้โทรเข้ามือถือของ น.ส.เจ แต่ไม่รับสาย จึงพยายามมาเคาะเรียก แต่ไม่ตอบ จึงไปตามญาติมาช่วยกันเรียก จากนั้นได้พยายามถีบประตูห้อง แต่ไม่ออก จึงปีนช่องลมด้านบนผนังลงไปยังห้อง ก็พบว่า น.ส.เจ ผูกคอเสียชีวิตกับพัดลมเพดานแล้ว จึงพยายามช่วยกันปลดเชือกออก และนำร่างลงมาวางที่เตียง แต่ไม่ทันเวลา

เบื้องต้นคาดว่า น.ส.เจ คงผิดหวังเรื่องความรัก และไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ จึงตัดสินใจเขียนจดหมายลาพ่อแม่และหนุ่มคนสนิท จากนั้นใช้เสื้อนักศึกษาผูกคอกับพัดลมเพดานภายในห้อง อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้สอบสวนหาสาเหตุการฆ่าตัวตายอย่างละเอียดอีกครั้ง.



ที่มา: http://www.thairath.co.th/content/486676

10 ดาราสาวไทยที่มีรายได้ดีที่สุดในวงการดาราของประเทศไทย













ที่มา:  ภาพจากข่าว

ย้ำไม่เร่งสปีดปรับโครงสร้าง ศธ.


พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รมว.ศึกษาธิการ กล่าวระหว่างการประชุม ผู้บริหารโรงเรียนเอกชนทั่วประเทศว่า ปัญหาของการศึกษาไทย คือ ขาดความต่อเนื่องและขาดการมองภาพแบบองค์รวม ที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปลี่ยนรัฐมนตรีบ่อย แต่ละคนบริหารงานได้แค่ระยะสั้นแล้วก็เปลี่ยนรัฐมนตรีเปลี่ยนนโยบาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศธ.ไม่เคยมีการยกร่างนโยบายหลักหรือแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติขึ้นเพื่อเป็นเป้าหมายหลักในการพัฒนาการจัดการศึกษา การขาดนโยบายที่ชัดเจนนี้ เป็นจุดอ่อนของการจัดการศึกษาไทย ส่งผลให้นโยบายเปลี่ยนแปลงทุกครั้ง รัฐบาลนี้พยายามจัดทำนโยบายหรือยุทธศาสตร์ระดับชาติออกมา แม้จะเปลี่ยนรัฐบาล ก็ยังสามารถดำเนินการตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้ได้

รมว.ศึกษาธิการกล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องการปฏิรูปการศึกษานั้น เรื่องโครงสร้างเป็นปัญหาหลักที่สมควรแก้ไข เพราะการปฏิรูปโครงสร้างที่ผ่านมาทำให้ ศธ.ใหญ่โตอุ้ยอ้าย มีถึง 5 องค์หลักและยังมีองค์กรในกำกับจำนวนมาก รัฐบาลกำลังดำเนินการในเรื่องนี้แต่ยังไม่สามารถปรับเปลี่ยนใดๆได้ทันที เพราะเป็นเรื่องใหญ่ เกี่ยวข้องกับบุคลากรและงบประมาณจำนวนมาก จำเป็นต้องดำเนินการด้วยความรอบครอบ แต่เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นเร่งด่วนอันดับแรกที่รัฐบาลจะทำหากแต่เป็นเรื่องการปฏิรูปโรงเรียนและห้องเรียน เพราะหัวใจของการปฏิรูปการศึกษาที่แท้จริงนอกจากต้องแก้ปัญหาการจัดการศึกษาในปัจจุบันให้ได้แล้ว ยังต้องมองไปข้างหน้าถึงที่ประเทศจะต้องเผชิญในอนาคต ฉะนั้น โจทย์ของการศึกษาไทยก็คือ การเตรียมคนให้สามารถอยู่ในสังคมแบบพหุวัฒนธรรม มีความสามารถรองรับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง สามารถเข้าสู่สังคมโลกในศตวรรษที่ 21 และเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในช่วงปลายปีได้ ดังนั้น ย้ำว่าจะไม่มีการเสนอโครงสร้างกระทรวงใหม่ในเร็วๆนี้อย่างแน่นอน.



ที่มา: http://www.thairath.co.th/content/486608

เย้ย ก.ม. 'ไอ้มับ' โจรเขมรขมังเวทย์ ข่มขืนลูก ตชด.กัมพูชา


'ไอ้มับ' โจรจอมขมังเวทย์ เย้ย ก.ม. บุกปล้นบ้าน จนท.ตชด.กัมพูชา ข่มขืนลูกสาว ก่อนหลบหนีลอยนวล มุ่งหน้า ฝั่งชายแดนไทย ต.ป่าไร่ อ.อรัญฯ ขณะที่ชาวบ้านหวาดผวา ผกก.สภ.คลองลึก ประสาน ผบ.ฉก.กรม.ทพ.12 วางแผนการไล่ล่า นำกำลังลาดตระเวนแนวตะเข็บชายแดน สร้างความอุ่นใจให้ชาวบ้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่มีโจรเขมรขมังเวทย์ หื่นกาม "ไอ้มับ" หรือนายทา มับ อายุประมาณ 30 ปี ลักลอบเข้ามาลักทรัพย์และพยายามข่มขืนเจ้าของบ้าน ในหมู่บ้าน ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว คืนเดียว 5 หลังซ้อน โดยใช้น้ำมันทาตัวทำให้ไม่สามารถจับกุมตัวได้ และได้หลบหนีออกไปกบดานอยู่บริเวณหมู่บ้านตะเข็บชายแดนฝั่งกัมพูชา ตั้งแต่คืนวันที่ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา พร้อมประกาศจะล้างแค้น จนท.ฝ่ายไทยที่เคยจับกุม ข้อหาลักทรัพย์จนทำให้ต้องติดคุกที่เรือนจำจังหวัดสระแก้ว จนทำให้เจ้าหน้าที่ทุกส่วนในเขต อ.โคกสูง ต้องระดมกำลังไล่ล่าและดูแลรักษาความปลอดภัยภายในหมู่บ้านริมชายแดนอย่างเข้มงวด เนื่องจากชาวบ้านต่างหวาดผวาและหวาดกลัวโจรเขมรรายนี้ ตามที่ข่าวเสนอไปแล้วนั้น


ล่าสุดเมื่อเวลา 21.00 น. วันที่ 12 มี.ค. 58 พ.ต.อ.เสกสรร วัฒนพงษ์ ผกก.สภ.คลองลึก จ.สระแก้ว พ.อ.กฤษณ์ สุนสะธรรม ผบ.ฉก.กรม.ทพ.12 ทภ.1(ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 12 กองทัพภาค1) และ พ.ต.ธรรมศักดิ์ ถ้วยทอง ผบ.ร้อย ทพ.1205ฯ พร้อมกำลังตำรวจและทหารพราน และผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน ที่อยู่ในพื้นที่เขต ต.ป่าไร่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ร่วมประชุมวางแผนการป้องกันและไล่ล่าจับกุม "ไอ้มับ" โจรเขมรจอมขมังเวทย์รายนี้ หลังได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการข่าว กองพัน ตชด.911 กัมพูชา ซึ่งอยู่ตรงข้าม ต.ป่าไร่ อ.อรัญประเทศ ว่าเมื่อเวลาประมาณ 19.00 น. ของวันเดียวกัน “ไอ้มับ” โจรเขมรจอมขมังเวทย์ ได้บุกเข้าลักทรัพย์ในบ้านของ จนท.ตชด.รายหนึ่งของกัมพูชา และได้ลงมือข่มขืนบุตรสาวของเจ้าหน้าที่ ตชด.กัมพูชา ก่อนหลบหนีไปได้ โดยมุ่งหน้าต่อไปยัง ต.ป่าไร่ อ.อรัญประเทศ ของไทย

พ.ต.อ.เสกสรร วัฒนพงษ์ ผกก.สภ.คลองลึก เผยว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าว ได้ร่วมกับ พ.อ.กฤษณ์ สุนสะธรรม ผบ.ฉก.กรม.ทพ.12ฯ เรียกประชุมกำนัน ผญบ.และ ชรบ.ในพื้นที่หมู่บ้านชายแดน ต.ป่าไร่ อ.อรัญประเทศ เพื่อวางแผนการนำกำลังร่วมกันออกลาดตระเวนและสกัดกั้นเพื่อจับกุมนายมับให้ได้โดยเร็ว เนื่องจากเป็นโจรเขมร ที่เป็นภัยต่อชาวบ้านตามแนวชายแดนเป็นอย่างมาก และการร่วมกันวางแผนจับกุมในครั้งนี้ ได้มีการสาธิตวิธีการจับกุมตัวไอ้มับ คนร้ายที่ใช้น้ำมันทาตัว ทำไม่สามารถจับด้วยมือเปล่าได้ โดยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่สาธิต ด้วยการถอดเสื้อแล้วนำน้ำมันมาทาตัวให้ตัวลื่น แล้วใช้ผ้าขาวม้าล็อกตัวแทนการจับด้วยมือเปล่า

หลังเสร็จสิ้นการสาธิตดังกล่าวแล้ว ได้แบ่งกำลังเจ้าหน้าที่ออกลาดตระเวนตามหมู่บ้านต่างๆ บริเวณตามแนวตะเข็บชายแดน และนำกำลังส่วนหนึ่งไปบล็อกพื้นที่ชายแดนพื้นที่ ต.ป่าไร่ อ.อรัญประเทศ ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อดูแลรักษาความปลอดภัย อีกทั้งเป็นการสร้างความอุ่นใจให้กับชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด วันที่ 13 มี.ค. พ.ต.อ.เสกสรร วัฒนพงษ์ ผกก.สภ.คลองลึก จ.สระแก้ว พร้อมด้วย พ.อ.กฤษณ์ สุนสะธรรม ผบ.ฉก.กรม.ทพ.12 ทภ1 นำกำลัง ตร.สภ.คลองลึก และ กองร้อยทหารพรานที่ 1205 ออกทำการประชาสัมพันธ์และแจ้งเตือนราษฎรไทย ตามหมู่บ้านชายแดนพื้นที่ ต.ป่าไร่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ไม่ให้ตื่นกลัวโจรเขมรที่ชื่อมับจนเกินไป และไม่ให้หลงเชื่อกระแสข่าวว่า นายมับเป็นจอมขมังเวทย์ด้วย เนื่องจาก จากการประสานความร่วมมือกับ พ.ต.อ.ประลอง เมฆอินทร์ ผกก.สภ.โคกสูง และ พ.ต.อ.โซ จันนารี ผบ.พัน ตชด.911 ของกัมพูชา ได้ปรึกษาหารือและตรวจสอบพฤติกรรมและประวัติต่างๆ ของนายมับ จึงมั่นใจว่า นายมับ ไม่น่าจะใช่โจรขมังเวทย์ใดๆ เป็นเพียงโจรเขมรลักเล็กขโมยน้อยธรรมดาเท่านั้น แต่เวลาลงมือเข้าขโมยของตามบ้านเรือนราษฎร จะใช้วิธีชโลมน้ำมันทั้งตัว เพื่อให้ตัวลื่นจะได้สามารถหลุดรอดจากการจับกุมของเจ้าของบ้านได้ ไม่ใช่การกำบังกายได้แต่อย่างใด

ด้าน พ.ต.อ.ประลอง เมฆอินทร์ ผกก.สภ.โคกสูง จ.สระแก้ว เผยว่า จากการตรวจสอบประวัติของนายมับ โจรเขมรรายนี้นั้นชื่อจริง คือ นาย บุญมับ อายุ 23 ปี เกิดที่ศูนย์อพยพบ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว สามารถพูดภาษาไทยได้ ถูก จนท.ตร.สภ.โคกสูง จับกุมเมื่อวันที่ 5 ก.ย. 55 ข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ คือ วิทยุสื่อสารของ จนท.ทหารชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดบ้านหนองหญ้าแก้ว ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ถูกศาลจังหวัดสระแก้วตัดสินจำคุก 2 ปี 3 เดือน เพิ่งพ้นโทษออกมาเมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 57 เมื่อปลายปีที่แล้ว.




ที่มา :  http://www.thairath.co.th/content/486716

วันพุธที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2553

รักขมขื่น! หนุ่ม-สาวเชียงใหม่ ซดยาพิษกอดกันตายคาโรงแรม


สองหนุ่มสาวเช่าโรงแรมกลางเมืองเชียงใหม่เป็นสุสาน ก่อนนอนกอดกันกรอกยาพิษดับคู่คาเตียง ตร.คาดทั้งสองอาจมีปัญหาในด้านความรัก แต่ปรับความเข้าใจกันไม่ได้ เลยจบปัญหาด้วยการฆ่าตัวตาย จนท. ส่งศพผ่าพิสูจน์...

เมื่อเวลา 17.30 น.วันที่ 10 มี.ค.2558 ร.ต.อ.จีระศักดิ์ นาคำ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองเชียงใหม่ ได้รับแจ้งว่ามีคนเสียชีวิต ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ใน ต.พระสิงห์ อ.เมือง จึงพร้อมกับแพทย์ รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ และตำรวจพิสูจน์หลักฐานไปตรวจสอบ


ที่เกิดเหตุ พบศพชายหญิงนอนเปลือยกายกอดกันตายอยู่บนเตียง ค้นในห้องพบบัตร ผู้ตายชื่อ นายสุมิตร ดีหลวง อายุ 35 ปี อยู่ชาวบ้าน ต.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ และ น.ส.นาติ แอฟู่ อายุ 27 ปี ชาวบ้าน ต.ทุ่งข้าวพวง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ชาวเขาเผ่ามูเซอ มีผ้าห่มสีทองห่มปกปิดร่างกายอยู่ตามร่างกายไม่พบบาดแผลหรือร่องรอยการถูกทำร้ายแต่อย่างใด ในห้องที่เกิดเหตุ ตำรวจพบขวดเบียร์วางอยู่ จึงเก็บเอาไว้เป็นหลักฐาน

จากการสอบสวน ผู้จัดการโรงแรม ทราบว่า ผู้ตายทั้งสองได้เปิดห้องพักเป็นรายวัน เมื่อวันที่ 8 มี.ค.ที่ผ่านมา กระทั่งแม่บ้านเห็นห้องดังกล่าวปิดเงียบไม่มีคนออกมา ไปเคาะห้องเรียกก็ไม่ยอมเปิด จึงแจ้งตำรวจมาตรวจสอบ และพังประตูเข้าไปพบว่าแขกที่มาพักนอนกอดกันเสียชีวิตไปแล้ว เบื้องต้นเจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า ผู้ตายทั้งสองอาจมีปัญหาในด้านความรัก ที่หาทางออกไม่ได้ จึงนัดมาปรับความเข้าใจกัน แต่ตกลงกันไม่ได้จึงดื่มยาพิษฆ่าตัวตายด้วยกัน จากนี้เจ้าหน้าที่จะส่งศพให้แพทย์ภาควิชานิติเวช รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ ผ่าชันสูตรหาสาเหตุการเสียชีวิตอีกครั้ง.

ที่มา: http://www.thairath.co.th/content/486125

นิด้าชี้ ศก.ไทยไม่สู้ดี หนี้พุ่ง แนะ กนง.ตรึงดอกเบี้ย


นิด้าชี้ ศก.ไทยไม่ค่อยสู้ดี กำลังซื้อหด หนี้พุ่ง แนะ กนง.คงดอกเบี้ย 2% ระบุเข้าสู่ภาวะเงินฝืด ต้องดูเงินเฟ้อติดลบต่อเนื่อง 3-6 เดือนหรือไม่ แนะใช้เครื่องมือตลาดทุน ระดมกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน กระตุ้น ศก.อีกทาง...

เมื่อวันที่ 10 มี.ค. นายมนตรี โสคติยานุรักษ์ ผู้อำนวยการหลักสูตร MPA สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ควรคงระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.0% เช่นเดิม เนื่องจากเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันเรียกได้ว่ากำลังเผชิญกับภาวะติดกับดักสภาพคล่อง เพราะกำลังซื้อหดหาย จากรายได้จากพืชผลทางการเกษตรลดต่ำลง ภาระหนี้สินภาคครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งปัจจุบันภาระหนี้สินภาคครัวเรือนที่เป็นหนี้สินในระบบมีสัดส่วนสูงถึง 85% ของ GDP ซึ่งในจำนวนนี้ยังไม่รวมภาระหนี้นอกระบบ ทำให้รายได้เพื่อการจับจ่ายใช้สอยในภาคครัวเรือนชะลอตัวลง

ทั้งนี้ การกระตุ้นเศรษฐกิจในปัจจุบันจำเป็นต้องใช้นโยบายการคลัง ด้วยการใช้จ่ายเพื่อการลงทุนของภาครัฐนำร่องขับเคลื่อนเศรษฐกิจแทนในช่วงแรก ซึ่งช่องว่างสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ของไทยยังสามารถก่อหนี้เพิ่มได้ในระดับหนึ่ง หรือใช้เงื่อนไขการลงทุนแบบ PPP ให้สัมปทานเพื่อลดภาระหนี้สาธารณะก็สามารถดำเนินการได้


อย่างไรก็ตาม เครื่องมือทางการคลังมีหลายตัว ไม่ใช่มีเพียงมาตรการทางด้านภาษีเพียงอย่างเดียว เพราะนอกจากจะดำเนินการจัดเก็บไม่ได้ตามเป้าแล้ว ยังส่งผลต่อบรรยากาศในเชิงลบอีกด้วย โดยรัฐบาลสามารถเลือกใช้ เครื่องมือตลาดทุน เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การระดมทุนจากกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งมีอยู่แล้วได้ เข้ากระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกทางหนึ่ง

“เศรษฐกิจไทยในขณะนี้ไม่สู้ดีนัก สะท้อนผ่านตัวเลขอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาติดลบต่อเนื่อง โดยเดือนกุมภาพันธ์เงินเฟ้อติดลบร้อยละ -0.52 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานซึ่งเป็นตัวเลขสะท้อนเศรษฐกิจภายในประเทศในเดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่ร้อยละ 1.45 แต่อัตราเงินเฟ้อดังกล่าว ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะเงินฝืดหรือไม่ เนื่องจากต้องใช้เวลาในการพิจารณาภาวะติดลบที่ต้องต่อเนื่องกัน 3-6 เดือน”

พร้อมระบุ ตัวเลขเศรษฐกิจที่ทยอยประกาศออกมา ล้วนแล้วแต่เป็นสัญญาณเชิงลบที่สะท้อนภาพแนวโน้มเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะน่ากังวล โดยตัวเลขส่งออกในเดือน ม.ค.ชะลอตัวร้อยละ -7.95 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ชะลอตัวร้อยละ -2.34 ในขณะเดียวกัน ตัวเลขการท่องเที่ยวของไทย มีนักท่องเที่ยวชะลอตัวลงจากปีก่อนร้อยละ -6.66 ยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวจากอาเซียน ซึ่งมีมาเลเซียเป็นสำคัญ หรือแม้แต่นักท่องเที่ยวจากจีน และรัสเซียที่กำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ จากการค้าน้ำมัน ซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศและความขัดแย้งทางการเมืองกับยูเครน ต่างก็ลดจำนวนเข้ามาท่องเที่ยวในไทยลง ทำให้เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันค่อนข้างซบเซา เพราะรายได้หลักที่สำคัญของไทย ทั้งการส่งออก และการท่องเที่ยว ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ อุปสงค์ภายในประเทศเองก็ไม่สู้ดีนัก ทั้งปริมาณการใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือน ดัชนีหมวดยานยนต์ และดัชนีหมวดเชื้อเพลิงที่มีแนวโน้มลดลง โดยเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ ซึ่งจัดเก็บได้ชะลอตัวลงในเดือนมกราคมร้อยละ -2.0 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน รวมทั้งปริมาณการนำเข้าสินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภคก็หดตัวลงร้อยละ -0.2 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่การลงทุนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักรในช่วงเวลาเดียวกันนี้ก็หดตัว ลงร้อยละ -4.5 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ซึ่งจะเห็นได้ว่า กลไกการบริโภคภาคครัวเรือน ภาคการลงทุน และภาคการส่งออกของไทย อยู่ในสถานการณ์ที่น่ากังวล มีภาวะของการชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด.


ที่มา: http://www.thairath.co.th/content/486108