วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2558

นักศึกษา เอแบก สวยงามเหมือนนางฟ้าลงจากวรรณค์




















ที่มา: ภาพจากข่าวthairath

บทเรียนจากเยอรมันวิงส์ นักบินกลายเป็น “ยมทูต”!


• นักบินเหี้ยม–ภาพจากเฟซบุ๊กของนายอันเดรียส ลูบิตซ์ ผู้ช่วยกัปตันของเที่ยวบิน 4 ยู 9525 ของสายการบินเยอรมันวิงส์ ซึ่งเชื่อว่าจงใจบังคับให้เครื่องบินตก หลังปิดล็อกประตูห้องนักบินไม่ให้กัปตันเข้า (เอพี)

“ช็อกโลก” หลายตลบ กรณีเครื่องบินแอร์บัส 320 เที่ยวบิน “4ยู 9525” ของสายการบินต้นทุนต่ำ “เยอรมันวิงส์” ในเครือสายการบินยักษ์ใหญ่ “ลุฟต์ฮันซา” ของเยอรมนี พุ่งชนหุบเขาลึกบนเทือกเขาแอลป์ในฝรั่งเศส เมื่อ 24 มี.ค. ผู้โดยสาร 144 คน และลูกเรือ 6 คน เสียชีวิตยกลำรวม 150 ศพ

จากข้อมูลในกล่องดำบันทึกเสียงในห้องนักบินซึ่งค้นพบแล้ว (ส่วนกล่องดำบันทึกข้อมูลทางการบินยังหาไม่พบ) บ่งชี้ว่า นาย อันเดรียส ลูบิตซ์ ผู้ช่วยกัปตันหรือนักบินผู้ช่วย “co-pilot” ชาวเยอรมันวัย 28 ปี ซึ่งเพิ่งทำงานกับเยอรมันวิงส์เมื่อเดือน ก.ย.2556 และมีชั่วโมงบินแค่ 630 ชม. “จงใจ” บังคับเครื่องบินพุ่งดิ่งลงชนภูเขา หลังบินขึ้นจากสนามบินเมืองบาร์เซโลนาในสเปน จะไปยังเมืองดุสเซลดอร์ฟในเยอรมนี

อัยการฝรั่งเศสระบุว่า กัปตันออกไปเข้าห้องน้ำ แต่กลับเข้าห้องนักบินไม่ได้ เพราะประตูถูกปิดล็อกจากข้างใน เขาพยายามเคาะและพังประตู แต่ลูบิตซ์ไม่ยอมเปิดให้ แถมยังบังคับให้เครื่องบินลดระดับลงอย่างรวดเร็วจนพุ่งชนภูเขา ขณะที่ตัวเองยังมีสติสัมปชัญญะอยู่

แม้ยังไม่แน่ชัดว่ามูลเหตุจูงใจของลูบิตซ์คืออะไรแน่? จงใจฆ่าตัวตายเพราะมีปัญหาส่วนตัวโดยเอาชีวิตคนบนเครื่องไปด้วยอย่างอำมหิต หรือสติแตกกะทันหัน หรือมีแนวคิดโยงใยการก่อการร้าย? แต่เรื่องนี้ส่งผลให้สายการบินทั่วโลกตาตื่น รีบบังคับใช้กฎใหม่ กำหนดว่าต้องมีนักบินหรือลูกเรือ 2 คนอยู่ในห้องนักบินตลอดเวลา ไม่ปล่อยให้กัปตันหรือผู้ช่วยกัปตันอยู่ตามลำพัง เพื่อป้องกันการก่อเหตุร้ายดังกรณีนี้

จริงๆ แล้ว สายการบินของหลายประเทศ รวมทั้งสหรัฐอเมริกาใช้กฎที่ว่านี้อยู่แล้ว คือถ้ากัปตันหรือผู้ช่วยฯ ออกจากห้องนักบิน ต้องให้มีลูกเรือเข้ามาอยู่แทน 1 คนเสมอ นอกเหนือจากกฎที่บังคับใช้หลังเหตุวินาศกรรม “9/11” ในสหรัฐฯ เมื่อ 11 ก.ย.2554 ซึ่งให้เปิดประตูห้องนักบินได้จากภายในเท่านั้น เปิดจากข้างนอกไม่ได้ ถ้าผู้อยู่ข้างในไม่อนุญาต เพื่อป้องกันผู้ก่อการร้ายจี้หรือเข้าควบคุมเครื่องบิน


• แหลกเป็นจุณ–ทีมสอบสวนตรวจซากเครื่องบินแอร์บัส 320 เที่ยวบิน 4ยู 9525 ของสายการบินเยอรมันวิงส์ บนเทือกเขาแอลป์ในฝรั่งเศส ใกล้จุดที่เครื่องบินตก เหนือเมืองเซน ซึ่งคร่าชีวิตคนทั้งลำ 150 ศพ (เอเอฟพี)

แต่กฎที่ว่านี้ก็อาจเป็น “ดาบ 2 คม” เพราะลูกเรือที่เข้าไปแทนนักบินอาจก่อเหตุร้ายซะเอง และต้องตรวจเช็กประวัติ สุขภาพกาย-สภาพจิตลูกเรือทั้งหมดสุดเข้มงวดไม่น้อยกว่านักบินด้วย...ที่สำคัญอาจตรวจแล้วไม่พบอะไร! ส่วนกฎที่ห้ามเปิดประตูจากด้านนอก ก็เสี่ยงที่นักบินที่อยู่ข้างในจะก่อเหตุร้ายโดยไม่มีใครรู้หรือขัดขวางได้

ปัญหาใหญ่จึงอยู่ที่ “คน” ซึ่งยากจะอ่านจิตใจออกมากกว่า!จะว่าไปแล้ว กรณีที่เครื่องบินโดยสารตกอย่างมีเงื่อนงำว่าอาจเกิดจากฝีมือนักบินซะเอง ไม่ใช่ครั้งนี้เป็นครั้งแรก แต่รวมทั้งกรณีเที่ยวบิน 990 ของสายการบิน “อียิปต์ แอร์” จากนครลอสแอนเจลิสจะไปกรุงไคโร ตกในมหาสมุทรแอตแลนติก คร่าชีวิตคนทั้งลำ 217 ศพ ในปี 2542 ซึ่งแม้สาเหตุยังเป็นที่ถกเถียง แต่ทีมสอบสวนสหรัฐฯ ระบุว่าอาจเกิดจากฝีมือผู้ช่วยกัปตันเช่นกัน

ส่วนกรณีเที่ยวบินของ “ซิลแอร์” สายการบินลูกของสิงคโปร์ แอร์ไลน์ ตกในปี 2540 ทีมสอบสวนก็เชื่อว่าเกิดจากฝีมือนักบิน หรือกรณีเที่ยวบินทีเอ็ม 470 ของสายการบิน “แอลเอเอ็ม” ของโมซัมบิกตกในนามิเบีย ในเดือน พ.ย.2556 มีผู้เสียชีวิต 33 ศพ ทีมสอบสวนก็ชี้ว่าเกิดจากฝีมือกัปตัน ขณะนักบินผู้ช่วยออกไปจากห้องนักบิน

แม้แต่กรณีเที่ยวบิน “เอ็มเอช 370” ของมาเลเซีย แอร์ไลน์ ที่หายสาบสูญไปขณะบินจากกรุงกัวลาลัมเปอร์จะไปกรุงปักกิ่ง เมื่อ 8 มี.ค.ปีที่แล้ว ก็มีข้อสงสัยว่าอาจเกิดจากฝีมือนักบินเช่นกัน แม้จะยังสรุปไม่ได้

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายการบินชี้ว่า กรณีเที่ยวบิน “4ยู 9525” ตกล่าสุด ทางสายการบินเยอรมันวิงส์และลุฟต์ฮันซา ซึ่งเดิมมีประวัติดีเยี่ยม อาจถูกครอบครัวเหยื่อผู้เสียชีวิตฟ้องร้องอ่วมอรทัย ต้องจ่ายค่าชดใช้สูงกว่ามาตรฐานทั่วไป ถ้าไม่สามารถหาหลักฐานมาแก้ต่างได้ว่าเป็นเรื่องสุดวิสัย แต่เกิดจากความบกพร่องของสายการบินรวมทั้งนักบินอย่างแจ้งชัด โดยเฉพาะถ้าพิสูจน์ได้ว่าทางสายการบิน “ชุ่ย” ปล่อยให้นักบินขึ้นบินโดยไม่ผ่านการตรวจเช็กประวัติหรือความพร้อมของสภาพร่างกายและจิตใจอย่างเพียงพอตามมาตรฐานสากล

ซึ่งกรณีนายลูบิตซ์ หนังสือพิมพ์ “บิลด์” รายงานว่า เขาเคยพักการอบรมนักบินไปช่วงหนึ่งในปี 2551 และต้องเข้ารับการรักษาอาการหดหู่ซึมเศร้าอย่างรุนแรงจากจิตแพทย์ตั้งแต่ปี 2552 หรือ 6 ปีก่อน แต่กลับผ่านการทดสอบเข้าทำงานกับเยอรมันวิงส์ได้ในปี 2556 ซึ่งทางสายการบินจะแก้ตัวเรื่องนี้อย่างไร?

ตาม “อนุสัญญามอนทรีออล ปี 1999” ซึ่งเป็นข้อตกลงสากล ระบุว่า สายการบินใดๆ จะจ่ายค่าชดใช้ผู้โดยสารที่เสียชีวิตจากเครื่องบินตกได้ไม่เกินรายละ 113,100 ดอลลาร์สหรัฐฯ
(ราว 3,619,200 บาท) ซึ่งถ้าคิดเป็นค่าเงินในปัจจุบัน จะอยู่ที่รายละ 157,400 ดอลลาร์ (ราว 5,036,800 บาท) ถ้าคิดเป็นผู้โดยสาร 144 คนในเที่ยวบิน “4ยู 9525” จะต้องจ่ายรวมทั้งสิ้น 22.7 ล้านดอลลาร์ (ราว 726.4 ล้านบาท)

แต่กรณีนี้ ญาติพี่น้องอาจฟ้องร้องเรียกค่าชดใช้เพิ่มเติมได้จากหลายช่องทาง โดยมุ่งไปที่ความบกพร่องอย่างมหันต์ของสายการบิน ที่ปล่อยให้นักบินสภาพจิตไม่สมบูรณ์ขึ้นบิน จนเกิดโศกนาฏกรรมขึ้น

แม้สายการบินจะมีประกัน และอาจวิ่งเต้นยอมความนอกศาลกับครอบครัวเหยื่อแต่ละรายได้ แต่บทเรียนราคาแพงครั้งนี้จะถูกบันทึกไว้ในหน้าต้นๆ ของประวัติศาสตร์การบินโลก!

บวร โทศรีแก้ว







ที่มา: http://www.thairath.co.th/content/489639

วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2558

กลัวเงินหาย งานหด รักคุด! สารพันเทคนิค ดาราชิ่งเกณฑ์ทหาร


ซัมเมอร์นี้เข้าสู่ฤดูกาลเกณฑ์ทหารของชายไทยอีกแล้ว...กรี๊ดดดดด!! ปีนี้มีดาราชายติดโผต้องจับใบดำใบแดงเพียบเลย แต่จะมีสักกี่รายที่กล้ายืดอกรับใช้ชาติทำหน้าที่ของชายไทยที่ดี ในเมื่อบวกลบคูณหารยังไง ถ้าต้องไปเกณฑ์ทหาร 2 ปี คิดดูสิว่ารายได้จะหดหายไปกี่สิบล้าน ไหนจะงานละคร อีเวนต์ และพรีเซ็นเตอร์โฆษณา!!




ก็เพื่อเอาตัวรอดจากการเกณฑ์ทหาร ดาราส่วนใหญ่จึงงัดเทคนิคร้อยแปดพันเก้ามาเป็นข้ออ้าง เพื่อให้ได้รับการผ่อนผันเต็มโควตาที่สุดจนถึงอายุครบ 26 ปี โดยข้ออ้างฮิตฮอตในหมู่ซุปตาร์ชาย ไม่ว่าจะเป็น “พีช–พชร จิราธิวัฒน์” หรือ “สิงโต เดอะสตาร์ 5” คือ “ติดเรียน” หลายคนยอมเสียค่าหน่วยกิตเรียนจนแก่ก็เพื่อชิ่งเกณฑ์ทหาร



กระแสดราม่าหนีทหารเกณฑ์ด้วยเทคนิคขั้นเทพ กลายเป็นประเด็นร้อนขุดคุ้ยไม่รู้จบจริงๆ ตกเป็นข่าวล่าสุดก็ต้องพระเอกคิวทอง “ณเดชน์ คูกิมิยะ” ใช้ข้ออ้างเมื่อปีก่อน “เป็นโรคหอบหืด” จนรอดมาได้ แต่ปีนี้มีคนเห็นพระเอกดังเข้าฟิตเนสออกกำลังกายฟิตกล้ามปู เลยเกิดคำถามว่า เป็นหอบหืดทำไมออกกำลังกาย หนักหน่วงได้ตกเป็นเป้าวิจารณ์เช่นกัน



คือ “ดิว เดอะสตาร์ 4” กับเหตุผลอื้อหือ “นิ้วก้อยมือซ้ายสั้นผิดปกติ” เรียกเสียงฮือฮาในโลก โซเชียลกระหึ่ม! ด้าน “โดม เดอะสตาร์ 8” ช่วงนี้บ่นว่าปวดหลังอีกแล้ว จะขอยื่นผ่อนผันต่อ เพราะยังเรียนไม่จบ ขณะที่ซุปตาร์โกอินเตอร์ “นิชคุณ หรเวชกุล” หนีคัดเลือกทหารเกณฑ์มาได้ เพราะเขตทวีวัฒนาผู้สมัครเต็ม...อะไรจะโชคดีปานนั้น! ฟากนักร้องเจ้าเสน่ห์ “ชิน–ชินวุฒ อิทรคูสิน” รอดตัวมาได้ปีก่อน เพราะขอผ่อนผันด้วยการยื่นฟิล์ม เอกซเรย์ข้อมือที่ต้องใส่เหล็กดามตลอดชีวิต เนื่องจากประสบอุบัติเหตุจักรยานคว่ำ และหลังชิ่งหลบมาได้พักใหญ่ ปีนี้พระเอกจอมทะเล้น “มาริโอ้ เมาเร่อ” ขอยืดอกแมนๆจับใบดำใบ แดงลุ้นเป็นทหารแบบตรงไปตรงมา (เพราะหมดสิทธิ์ผ่อนผันแล้ว)


.“ถ้าเราต้องเป็นทหารจริง ก็ต้องหยุดงาน ต้องไปรับใช้ชาติ ทำหน้าที่ ของเรา” งานนี้สบายสุดไม่ต้องแอ๊บแบ๊ว ก็ต้อง “ปอย–ตรีชฎา เพชรรัตน์” ผ่านฉลุยรอดทุกค่ายทหาร เพราะเป็น “โรคกะเทยนะฮ้าาา” แปลงเพศตั้งแต่อายุ 18 ปี แซ่บกว่ากันเยอะเลย.













ที่มา: http://thairath.co.th/content/487865

วันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2558

อุทธรณ์เหลว! 'เอฟเอ' ฟันโทษแบน 'สเคอร์เทล' 3 นัด



อุทธรณ์ไม่สำเร็จ สมาคมฟุตบอลอังกฤษ (เอฟเอ) ยืนยันลงโทษแบน มาร์ติน สเคอร์เทล ปราการหลัง "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล 3 นัด จากกรณีย่ำเท้าใส่ ดาบิด เด เคอา มือกาวทีม "ปิศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในเกมพรีเมียร์ลีก สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา...

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานวันที่ 25 มี.ค. ว่า มาร์ติน สเคอร์เทล ปราการหลังทีม "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ยื่นอุทธรณ์ไม่สำเร็จ ทำให้ต้องก้มหน้ารับโทษแบน 3 นัด จากสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (เอฟเอ) ในกรณีย่ำเท้าใส่ ดาบิด เด เคอา นายด่านทีม "ปิศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในศึกแดงเดือดที่สนามแอนฟิลด์ นัดที่ "หงส์แดง" เปิดรังพ่าย "ปิศาจแดง" 1-2 โดยในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ เซ็นเตอร์แบ็กวัย 30 ปี ได้ย่ำเท้าไปที่หน้าแข้งของมือกาวชาวสเปน จนเป็นเหตุให้มีปากเสียงกันยกใหญ่ แต่ผู้ตัดสินไม่เห็นเหตุการณ์ดังกล่าว จึงไม่มีบทลงโทษกับแข้งรายนี้

จนกระทั่งเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทาง "เอฟเอ" ได้เตรียมตัดสินลงโทษแบน สเคอร์เทล 3 นัดหลังจากที่อดีตผู้ตัดสิน 3 คนทำการตรวจสอบภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และระบุว่า สเคอร์เทลมีความผิดจริง ซึ่งแข้ง "หงส์แดง" ได้ปฏิเสธข้อหาดังกล่าวและตัดสินใจยื่นอุทธรณ์

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดทางเอฟเอได้ปฏิเสธที่จะรับคำอุทธรณ์ส่งผลให้ สเคอร์เทล ต้องรับโทษแบน 3 นัดพลาดลงสนามช่วยต้นสังกัดเกมลีกกับ อาร์เซนอล ในวันที่ 4 เมษายน และกับ นิวคาสเซิล วันที่ 13 เมษายน ซึ่งรวมถึงเกม เอฟเอ คัพ รอบก่อนรองชนะเลิศ นัดรีเพลย์ กับ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส วันที่ 8 เมษายนนี้ด้วย



ที่มา: http://thairath.co.th/content/489117

ผู้นำโลกต่างสดุดี ร่วมอาลัย‘ลี กวน ยู’


บิ๊กตู่เคารพศพ29มี.ค.-ฉุนสื่อเสี้ยมพบทักษิณ

สิงคโปร์สุดเศร้า สิ้นอดีตผู้นำ “ลี กวน ยู” อดีตนายกรัฐมนตรี วัย 91 ปี ผู้สร้างชาติสิงค-โปร์จนเจริญรุ่งเรือง หลังป่วยด้วยโรคปอด บวมขั้นรุนแรง และเข้ารักษาตัวใน รพ.มากว่าเดือน โดยรัฐบาลสิงคโปร์ประกาศไว้อาลัยทั่วประเทศ 7 วัน แต่จะมีการเคลื่อนศพกลับไปประกอบพิธีเป็นการภายในครอบครัว 2 วัน ก่อนเคลื่อนศพมาที่รัฐสภา 25-28 มี.ค. และประกอบพิธีฌาปนกิจแบบรัฐพิธี

ในวันที่ 29 มี.ค.นี้ ด้านผู้นำทั่วโลกส่งสาส์นไว้อาลัย รวมถึง “ประยุทธ์” ร่วมแสดงความเสียใจพร้อมเลื่อนเดินทางเยือนสิงคโปร์ ขณะที่ “ทักษิณ” โผล่ร่วมงานศพ หลังจากล้มป่วยอาการเข้าขั้นวิกฤติมาหลายวัน ในที่สุด นายลี กวน ยู อดีตนายกรัฐมนตรีคนแรกของสิงคโปร์ และยังได้รับการขนานนามว่าเป็นบิดาผู้ก่อตั้งประเทศและรัฐบุรุษจากผลงานบริหารประเทศจากเมืองท่าขนาดเล็กและขาดแคลนทรัพยากรแทบทุกด้าน จนเจริญรุดหน้าและมั่งคั่ง ส่งผลให้สิงคโปร์กลาย เป็นศูนย์กลางการค้าและการเงินโลกอย่างเต็มภาคภูมิ ได้ถึงแก่อสัญกรรมอย่างสงบแล้วที่โรงพยาบาล “สิงคโปร์ เจเนอรัล ฮอสปิตอล” เมื่อเวลา 03.18 น. วันที่ 23 มี.ค.ตามวันเวลาท้องถิ่น ซึ่งเร็วกว่าเวลาไทยหนึ่งชั่วโมง ขณะมีอายุ 91 ปี หลังเข้ารักษาตัวมาตั้งแต่วันที่ 5 ก.พ.ด้วยโรคปอดบวมขั้นรุนแรงและมีอาการทรงตัวกระทั่งทรุดหนักจนเสียชีวิตดังกล่าว


ข่าวการเสียชีวิตของรัฐบุรุษของสิงคโปร์เป็นที่เปิดเผยต่อสาธารณะ หลังนายกรัฐมนตรีลี เซียน ลุง ของสิงคโปร์ ซึ่งเป็นลูกชายคนโตของนายลี กวน ยู ออกแถลงการณ์ก่อนรุ่งสางวันที่ 23 มี.ค.ถึงการอสัญกรรมอย่างสงบของบิดาและยังแถลงออกโทรทัศน์กล่าวไว้อาลัยและสดุดีนายลี กวน ยู ว่านายลีได้ต่อสู้เพื่อเอกราช ก่อร่างสร้างชาติขึ้นมาจากไม่มีอะไรและทำให้พวกเราภูมิใจที่ได้เป็นคนสิงคโปร์ พวกเรายังไม่เคยพบเห็นใครเหมือนมาก่อน

หลังการแถลงข่าวการสูญเสียอดีตผู้นำสิงคโปร์ โทรทัศน์ของสิงคโปร์ได้ยกเลิกการออกอากาศรายการ ปกติทันที และนำรายการสารคดีสดุดีและไว้อาลัยนายลี กวน ยู ออกอากาศแทน ขณะเดียวกัน รัฐบาลสิงคโปร์ได้จัดขบวนรถนำร่างไร้วิญญาณของนายลี กวน ยู ไปที่ “อิสตานา” (พระราชวัง) ทำเนียบนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ที่คาดว่าจะมีคนแห่ไปร่วมไว้อาลัยหลายพันคน รวมถึงจัดพื้นที่และสมุดลงนาม ให้คนเขียนข้อความและลงนามในสมุดไว้อาลัยด้วย

ทั้งนี้ รัฐบาลสิงคโปร์ยังประกาศให้ทั่วประเทศร่วมไว้อาลัยต่อการจากไปของนายลี กวน ยู เป็นเวลานาน 7 วัน แต่ระหว่างนี้ ทางครอบครัวจะเคลื่อนย้ายศพนายลี กวน ยู มาไว้ที่บ้านเป็นเวลา 2 วัน คือวันที่ 23-24 มี.ค.เพื่อจัดพิธีไว้อาลัยและเคารพศพเป็นการส่วนตัว จากนั้นจะนำศพของนายลี กวน ยู ไปไว้ที่รัฐสภาในวันที่ 25-28 มี.ค.เพื่อเป็นเกียรติ ส่วนพิธีศพจะจัดขึ้นแบบรัฐพิธีที่ “มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์” ในวันที่ 29 มี.ค. ซึ่งคาดว่าจะมีผู้นำระดับโลกจำนวนมากเข้าร่วมในพิธี ก่อนที่ร่างของรัฐบุรุษจะถูกนำไปประกอบพิธีฌาปนกิจต่อไป

นอกจากนี้ ข่าวระบุด้วยว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ก่อนที่อดีตนายกฯลีจะล้มป่วยจนถูกนำส่งโรงพยาบาลและถึงแก่อสัญกรรม นายลี กวน ยู ได้ลดบทบาทจากงานสาธารณะและการเมืองลงแต่ยังถูกมองว่าเป็นผู้มีอิทธิพลอย่างมากต่อรัฐบาลสิงคโปร์ภายใต้การนำของ นายลี เซียน ลุง ผู้เป็นบุตรชาย เช่นเดียวกับรัฐบาลชุดก่อนของสิงคโปร์

ด้านเหล่าผู้นำจากทั่วโลกต่างส่งสาส์นแสดงความเสียใจและร่วมไว้อาลัยต่อการจากไป รวมทั้งกล่าวสดุดีผลงานของนายลี กวน ยู อาทิ นายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่แถลงรู้สึกเศร้าเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการจากไปของนายลี กวน ยู ขณะที่ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ของสหรัฐอเมริกา ได้ออกมาระบุว่านายลี กวน ยู ถือเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง และจะเป็นที่จดจำของผู้คนไปอีกนาน คำแนะนำของนายลี กวน ยู ยังเป็นประโยชน์ต่อผู้นำโลกอื่นๆ นำมาประยุกต์ใช้ในการบริหารงานและพัฒนาประเทศ ด้วย ด้านประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน แถลงชื่นชมนายลี กวน ยู ว่าเป็นเสมือนเพื่อนเก่าของจีน การถึงแก่อสัญกรรมของนายลี กวน ยู จึงเป็นการสูญเสียอย่างมากต่อประชาคมโลก เช่นเดียวกับชาวสิงคโปร์ ที่ส่วนใหญ่เป็นคนเชื้อสายจีน

ประวัติโดยสังเขป นายลี กวน ยู เกิดเมื่อวันที่ 16 ก.ย. พ.ศ.2466 เป็นลูกชายคนโต ในครอบครัวชาวจีนรุ่นที่ 3 ซึ่งบรรพบุรุษอพยพมาจากมณฑลฟูเจี้ยน จีนแผ่นดินใหญ่ เติบโตมากับวัฒนธรรมอังกฤษเพราะอยู่ในยุคที่สิงคโปร์ตกอยู่ใต้อาณานิคมของอังกฤษ และยังมีชื่อภาษาอังกฤษที่คุณปู่ตั้งให้ว่า “แฮร์รี่ ลี”

ลี กวน ยู เข้ารับการศึกษาที่มหาวิทยาลัย “ราฟเฟิลส์ คอลเลจ” สถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศ แต่การเรียนต้องชะงัก เนื่องจากขณะนั้นญี่ปุ่นเข้ายึดครองสิงคโปร์ในสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่หลังสงครามโลกยุติ นายลี กวน ยู ได้เดินทางไปศึกษาต่อสาขากฎหมายที่มหาวิทยาลัย “เคมบริดจ์” จนจบปริญญาตรี และได้พบรักจนถึงขั้นแต่งงานกับ น.ส.กวา ก็อค ชู นักศึกษาสาวมหาวิทยาลัยเดียวกัน เมื่อวันที่ 30 ก.ย. พ.ศ.2493

นายลี กวน ยู เติบโตมาจากการเป็นนักธุรกิจในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สมัยญี่ปุ่นยึดครองสิงคโปร์ รวมทั้งตั้งสำนักงานกฎหมาย “ลี แอนด์ ลี” ร่วมกับภริยา ก่อนผันตัวเข้าสู่แวดวงการเมืองใน พ.ศ.2497 ด้วยการร่วมกับเหล่าศิษย์เก่าอังกฤษ ก่อตั้งพรรคกิจประชาชนหรือ “พีเอพี” ที่ครองอำนาจทางการเมืองมาอย่างยาวนานจนถึงปัจจุบัน

นายลี กวน ยู เริ่มรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่ พ.ศ.2502 หลังอังกฤษยอมให้สิงคโปร์ปกครองตนเอง ยกเว้นด้านนโยบายกลาโหมและต่างประเทศ ต่อมาใน พ.ศ.2506 นายลีได้นำสิงคโปร์ไปรวมกับสหพันธรัฐมลายู เพื่อตั้งเป็นสหพันธรัฐมาเลเซีย แต่การรวมตัวกันช่วงสั้นๆ ประมาณ 2 ปี เต็มไปด้วยความขัดแย้งแตกแยกจนอยู่ร่วมกันไม่ได้ นายลี กวน ยู จึงตัดสินใจแยกตัวออกมาจากมาเลเซีย และจัดตั้งสาธารณรัฐสิงคโปร์ใน พ.ศ.2508

อดีตนายกฯ คนแรกของสิงคโปร์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรียาวนานถึง 31 ปี ก่อนส่งมอบตำแหน่งให้นายโก๊ะ จ๊ก ตง นายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ใน พ.ศ.2533 เขาเป็นผู้นำที่มีความสำคัญและมีคุณูปการต่อสิงคโปร์อย่างสูงสุด เนื่องจากเป็นผู้สร้างประเทศสิงคโปร์จากเกาะเล็กๆที่ไร้ทรัพยากรธรรมชาติใดๆ จนทำให้สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางการผลิตและศูนย์กลางการเงินในเอเชีย เป็นประเทศชาติร่ำรวยมั่งคั่ง ประชากรมีสวัสดิการดีเยี่ยม มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงขึ้นจากเดิมนับ 100 เท่า จนสิงคโปร์เจริญรุ่งเรืองทัดเทียมประเทศพัฒนาแล้ว

นอกจากเป็นผู้ก่อตั้งสิงคโปร์แล้ว นายลีกวน ยู ยังได้รับการยกย่องให้เป็น “รัฐบุรุษ” และยังคงรับตำแหน่งรัฐมนตรีและที่ปรึกษาอาวุโส ต่อมาอีกนับ 20 ปี ก่อนสละตำแหน่งรัฐมนตรีอาวุโสและกรรมการบริหารพรรคพีเอพีใน พ.ศ.2554 กระนั้น นายลี กวน ยู ก็ยังเป็นหนึ่งในบุคคลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของภูมิภาคเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน แม้ตลอดเวลาที่อยู่ในตำแหน่งผู้นำประเทศ นายลีก็ยังถูกกลุ่มนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน วิพากษ์วิจารณ์ถึงระบบการปกครองสิงคโปร์ ที่เป็นแบบเผด็จการ “กำปั้นเหล็ก” คู่แข่งทางการเมืองและนักการเมืองฝ่ายค้านจำนวนมากถูกจำคุกหรือกลายเป็นบุคคลล้มละลาย เพราะถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายในคดีหมิ่นประมาท จนปัจจุบัน มี ส.ส. ฝ่ายค้านหลงเหลืออยู่ในสภาเพียง 6 คน

ด้านครอบครัว นายลี กวน ยู กับนางกวา ก็อค ชู มีบุตรด้วยกัน 3 คน เป็นผู้ชาย 2 คน และผู้หญิง 1 คน โดยลูกชายคนโตชื่อนายลี เซียน ลุง ได้เดินตามรอยบิดา ก้าวสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์คนที่ 3 จนถึงปัจจุบัน ส่วนลูกชายคนที่ 2 ชื่อ ลี เซียน หยาง ปัจจุบันเป็นประธานและซีอีโอของสิงเทล บริษัทสื่อสารยักษ์ใหญ่ในภูมิภาคอาเซียน และเป็นองค์กรเอกชนที่ใหญ่สุดในสิงคโปร์ โดยมีผู้ถือหุ้นใหญ่คือบริษัท เทมาเส็ก ซึ่งซีอีโอของเทมาเส็กก็คือนางโฮ ชิง ขณะที่ลูกสาวที่ชื่อ น.ส.ลี เวย ลิง เคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถาบันแห่งชาติ “ประสาทวิทยา” (National Neuroscience Institute) ในสิงคโปร์

สำหรับท่าทีของรัฐบาลไทยต่อการอสัญกรรมของนายลี กวน ยู ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวตอนหนึ่งระหว่างการปาฐกถาพิเศษเกี่ยวกับการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันการค้าของประเทศไทย ที่ศูนย์การประชุม แห่งชาติสิริกิติ์ ว่าขอแสดงความเสียใจกับการจากไปของอดีตนายกรัฐมนตรี ลี กวน ยู แห่งสิงคโปร์ นายลี กวน ยู ป่วยมาเป็นระยะเวลายาวนาน ก็เป็นกำลังใจ มาโดยตลอด ทำงานหนัก อายุ 90 กว่าปี น่าจะอยู่ได้อีก แต่คนทำงานหนักมักตายเร็ว ตนเองก็ไม่รู้จะอยู่ถึงนายลี กวน ยู หรือเปล่า เพราะทุกวันนี้ก็มึนไปหมด

ต่อมาเวลา 11.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ถึงกำหนดการเดินทางเยือนสิงคโปร์ ระหว่างวันที่ 24-25 มี.ค.ว่าหลังจากที่นายลี กวนยู อดีตนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ถึงแก่อสัญกรรม คงต้องเลื่อนการเดินทางออกไปก่อน สำหรับการไปร่วมพิธีไว้อาลัย ต้องรอกำหนดการอย่างเป็นทางการ ส่วนการไปเยือนบรูไนระหว่างวันที่ 25-26 มี.ค.ยังคงเดิม

ขณะที่ ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์แสดงความเสียใจต่อนายลี เซียน ลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์และครอบครัว เนื่องจากการอสัญกรรมของนายลี กวน ยู อดีตนายกรัฐมนตรี โดยนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ขอความเข้าใจให้เลื่อนการเยือนสิงคโปร์ออกไปก่อน โดยทั้งสองฝ่ายจะกำหนดการเยือนใหม่ในโอกาสแรก และในนามของรัฐบาลและประชาชนชาวไทย ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งไปยังนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์และครอบครัว ตลอดจนประชาชนสิงคโปร์

ด้านนาง ชัว เซี่ยว ซาน เอกอัครราชทูตสิงคโปร์ประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า ทางสถานทูตฯ จะเปิดให้ประชาชนลงนามไว้อาลัยตั้งแต่บัดนี้ไปจนถึงวันเสาร์ที่ 28 มี.ค. เวลา 10.00-18.00 น. ส่วนในวันอาทิตย์ที่ 29 มี.ค.จะเปิดให้ลงนามในเวลา 10.00-15.00 น.เท่านั้น

สำหรับภายในสถานเอกอัคราชทูตสิงคโปร์ ประจำประเทศไทย มีประชาชนชาวสิงคโปร์ที่พำนักในไทย รวมถึงหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เดินทางมาร่วมลงนามแสดงความเสียใจและนำดอกไม้มาร่วมไว้อาลัยต่อการจากไปของอดีตนายก-รัฐมนตรีสิงคโปร์อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้า

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกัน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ขณะนี้อยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ ได้เดินทางไปร่วมพิธีไว้อาลัยนายลี กวน ยู อดีตนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ พร้อมแสดงความเสียใจกับนายลี เซียน ลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์และครอบครัว ขณะเดียวกันมีนักการเมือง นักธุรกิจ ที่ทราบว่า พ.ต.ท.ทักษิณอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ เดินทางจากประเทศไทยไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณบ้างประปราย

ต่อมาเมื่อเวลา 17.10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.ให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า ในวันที่ 29 มี.ค.นี้ จะเดินทางไปเคารพศพนายลี กวน ยู ผู้สื่อข่าวจึงถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางร่วมงานพิธีวันที่ 28 มี.ค.จะบังเอิญได้เจอกันหรือไม่ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ก็ย้อนถามนักข่าวกลับว่า ใครไป ผู้สื่อข่าวจึงย้ำว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์สวนทันทีว่า เขาไปก็เรื่องของเขา เกี่ยวอะไรกัน

“ทางสิงคโปร์เขาจัดงานวันที่ 29 แล้วจัดกันคนละวัน เขาก็คงไม่ปล่อยให้ผมไปเจอกันให้อึดอัดหรอกมั้ง ผมไม่มีอะไรอยู่แล้ว แล้วผมจะไปจับใครเองก็ไม่ได้อยู่แล้ว เขาเองก็ไปร่วมงานศพ ก็แล้วแต่เขา ขอร้องอย่าไปเขียนให้ตีกัน นี่เขียนเหมือนอย่างกับผมไปนัดเจอกับเขาหรือ คนเขาตาย เขาก็ไปงานศพ” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว






ที่มา: http://thairath.co.th/content/488715

วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2558

นศ.เชียงใหม่โร่แจ้ง ตร. ถูกโมเดลลิ่งตุ๋น ถ่ายภาพลงเว็บหาคู่


นักศึกษาสาวในเชียงใหม่ แจ้งตำรวจ ถูกโมเดลลิ่งหลอกไปถ่ายภาพทำโปรไฟล์งานพริตตี้ ก่อนนำภาพไปโพสต์ในเว็บไซต์หาคู่-แชตออนไลน์ ขณะเจ้าหน้าที่เผย อยู่ในชั้นสอบสวน ยังไม่สรุป เอาผิดโมเดลลิ่งได้หรือไม่ ...

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 23 มี.ค.58 ที่สถานีตำรวจภูธรภูพิงคราชนิเวศน์ อ.เมืองเชียงใหม่ ได้มีผู้ปกครองของนักศึกษาที่เรียนอยู่ในระดับอุดมศึกษาชื่อดังหลายแห่งในตัวเมืองเชียงใหม่และได้ใช้เวลาวางทำงานพริตตี้ มาแจ้งความต่อ พ.ต.อ.เอกรัฐ พัฒนสมบัติ พงส.ผทค.ว่าเมื่อหลายเดือนก่อน ได้ถูกชายคนหนึ่งติดต่อให้ไปถ่ายภาพ เพื่อนำไปทำโปรไฟล์แนะนำตัวเพื่อจะได้งานพริตตี้ โดยจ่ายค่าตัวให้คนละ 1 พันบาท ซึ่งมีนักศึกษาระดับอุดมศึกษาในจังหวัดเชียงใหม่หลงเชื่อหลายร้อยราย

ปรากฏว่าหลังจากนั้นมีคนนำภาพไปโพสต์ในเว็บไซต์ประกาศหาคู่ และแชตออนไลน์ จนมีชาวต่างชาติโทรมาหาเป็นจำนวนมาก ทางกลุ่มนักศึกษาทั้งหมดมารู้ว่าถูกนายหน้าโมเดลลิ่งหลอกลวงไปถ่ายภาพและนำภาพไปโพสต์ในทางที่ผิด ทำให้พวกตนได้รับความเสียหาย จึงมาแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน เพื่อขอดำเนินคดีกับโมเดลลิ่งรายนี้

ทาง น.ส.เอ (นามสมมติ) อายุ 21 ปี หนึ่งในผู้เสียหาย กล่าวว่า ถูกชายชาวเชียงใหม่ ชื่อ นายแอล ไม่ทราบนามสกุล มาชักชวนไปถ่ายภาพ เพื่อนำไปทำโปรไฟล์แนะนำตัว โดยจะพาพวกตนไปถ่ายภาพครั้งละ 10-20 คน ตามสวนสาธารณะต่างๆ และเรื่องมาแดงเมื่อมีชาวต่างชาติโทรเข้ามา ว่ามีภาพของพวกตนไปปรากฏทางเว็บไซต์ประกาศหาคู่ พร้อมกับเปลี่ยนแปลงประวัติพวกตนทั้งหมด ทำให้พวกตนได้รับความเสียหายจึงมาแจ้งความตำรวจ

อย่างไรก็ตาม พ.ต.อ.เอกรัฐ เปิดเผยว่า ตอนนี้ยังอยู่ในระหว่างการสอบสวนชายไทย ที่อ้างตัวเป็นโมเดลลิ่ง ที่หลอกผู้เสียหายไปถ่ายภาพว่าจะมีความผิดหรือไม่ เพราะจากการสอบถามผู้เสียหายทราบว่า ชายดังกล่าวอ้างว่าได้รับการว่าจ้างจากชาวต่างชาติให้มาหาเด็กนักศึกษาเพื่อถ่ายภาพและส่งภาพไปให้ หลังจากนั้นมีการนำภาพขึ้นไปโพสต์ในเว็บไซต์ต่างประเทศ ทางกฎหมายจะเอาความผิดได้หรือไม่ ซึ่งพนักงานสอบสวนจะได้ประสานไปยังตำรวจ ปปท. เพื่อตรวจสอบเว็บไซต์ดังกล่าวอีกครั้งในวันนี้

เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำผู้เสียหายเอาไว้ก่อนและสันนิษฐานว่าจะมีผู้เสียหายถูกหลอกไปถ่ายภาพเกือบ 200 ราย ซึ่งขณะนี้กำลังทยอยเดินทางมาให้ปากคำกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ.



ที่มา:http://www.thairath.co.th/content/488577 

ฆ่าโหด!ดักยิง-เชือดคอหนุ่มพัทลุง ดับสยองหน้าบ้านแฟนสาว


หนุ่มเมืองพัทลุง ถูกกลุ่มคนร้ายซุ่มอยู่ในมุมมืดใช้อาวุธปืนขนาด .38 ยิงล้มลง ก่อนใช้ก้อนหินทุบใบหน้าเละ ไม่หนำใจตามใช้มีดเชือดคอซ้ำจนหลอดลมขาด นอนเสียชีวิตอยู่หน้าบ้านแฟนสาว ตร.พุ่งปมชู้สาว...

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 23 มี.ค.58 ร.ต.ท.อัครา แก้วสกุลพนักงานสอบสวน สภ.โคกชะงาย อ.เมืองพัทลุง รับแจ้งว่ามีคนถูกยิงเสียชีวิต หน้าบ้านเลขที่ 85/1 หมู่ที่ 7 ต.โคกชะงาย อ.เมืองพัทลุง จึงแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบ จากนั้นจึงรุดไปที่เกิดเหตุ พร้อม พล.ต.ต.ดำรัส วิริยะกุล ผบก.ภ.จว.พัทลุง พ.ต.อ.สมเกียรติ ฤทธิ์เลื่อน รอง ผบก.ภ.จว.พัทลุง พ.ต.ท.พีรสินธุ์ ฤทธาพิพัฒน์ สว.สภ.โคกชะงาย พ.ต.ท.นาถพล บุญสนิท รอง ผกก.สส.ภจ.ว.พัทลุง หน่วยกู้ภัยมูลนิธิพัทลุงการกุศล เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานพัทลุง

ที่เกิดเหตุ เป็นบริเวณหน้าบ้านชั้นเดียว โดยมี นางแมว นกนะ อายุ 65 ปี เป็นเจ้าของบ้าน พบศพนายศักดิ์ภิเดช นิ่มมา อายุ 25 ปี อยู่บ้านเลขที่ 36 หมู่ที่ 10 ต.ท่ามิหรำ อ.เมืองพัทลุง นอนเสียชีวิตจมกองเลือดอยู่ใกล้กับประตูบ้าน สภาพศพถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาด .38 เข้าที่บริเวณหน้าอก 3 นัด และบริเวณสีข้างด้านซ้าย 2 นัด รวม 5 นัด ส่วนบริเวณใบหน้าถูกทุบด้วยของแข็งจนยุบ และบริเวณลำคอถูกเชือดด้วยของมีคมหลอดลมขาด ใกล้กันพบก้อนหินเปื้อนเลือดน้ำหนักประมาณ 5 กิโลกรัม วางอยู่ข้างศพ และพบรถจักรยานยนต์ของผู้ตายล้มอยู่ นอกจากนี้ ยังพบหัวกระสุนขนาด .38 ตกอยู่ในที่เกิดเหตุจำนวน 3 หัว ส่วนสภาพศพเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 6 ชั่วโมง

จากการสอบสวนเบื้องต้น ทราบว่า นายศักดิ์ภิเดช ได้อยู่กินกับน.ส.ขาว นกนะ อายุ 23 ปี บุตรสาวนางแมว เจ้าของบ้าน ต่อมา น.ส.ขาว ได้มีปากเสียงกับนายศักดิ์ภิเดช จากนั้นจึงกลับมาอยู่บ้านกับแม่ โดยก่อนเกิดเหตุเมื่อช่วงดึกวันนี้ นายศักดิ์ภิเดช ได้ขี่รถจักรยานยนต์มายังบ้านหลังเกิดเหตุและเรียกหา น.ส.ขาว ให้เปิดประตู ทันใดนั้นคนร้ายไม่ทราบจำนวน ที่ซุ่มตัวอยู่ข้างบ้านใช้อาวุธปืนยิงใส่นายศักดิ์ภิเดช หลายนัด จนนายศักดิ์ภิเดช ล้มลงจนเลือดกระเด็นไปถูกหน้าต่างและฝาบ้านหลายแห่ง จากนั้นคนร้ายได้ใช้ก้อนหินทุบบริเวณใบหน้า ในขณะที่คนร้ายอีกคนได้ใช้มีดเชือดคอผู้ตายจนหลอดลมขาด จากนั้นกลุ่มคนร้ายได้พากันหลบหนีไป ส่วน นางสาวขาว ได้หายตัวจากบ้านหลังเกิดเหตุ ซึ่งตำรวจจะเร่งติดตามตัวมาสอบปากคำ เพื่อหารายละเอียดของการเกิดคดีในครั้งนี้ต่อไป.




ที่มา: http://www.thairath.co.th/content/488576

วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2558

“ญาญ่า” ว่าไง? “หมีเซียะ” เชียร์แต่ง “ณเดชน์”


ซุป’ตาร์ 2 ประเทศ!!

แซบสุดในสามโลก เจงๆ “3 แซบ” คว้าตัว 2 ซุป’ตาร์จาก 2 ประเทศมาบนเวทีเดียวกัน ทั้ง ญาญ่า–อุรัสยา และ หมีเซียะ ซุป’ตาร์ฮ่องกง ที่โด่งดังสุดขีดจากบท อึ้งย้ง ละคร “มังกรหยก” เมื่อหลายสิบปีก่อน แต่ทุกวันนี้แฟนๆ ยังตามติดเหนียวแน่น นอกจาก หมีเซียะ จะเผยเคล็ดลับ 60 ยังสวยแล้ว งานนี้ยังร่วมมือกับ 3 พิธีกรแซบ ชงเข้ม ญาญ่า ขนาด เชียร์ให้แต่งงานกับณเดชน์! คิกๆ


จากนั้น แมมโบ้, อินดี้, กัส 3 ลูกชายหล่อแซบของ แซม-ยุรนันท์, ฮันนี่–ภัสสร, ท็อป–ดารณีนุช มาเผยความลับ เคยโดนสาวหักอก!! ทำเอา 3 พ่อแม่ ปรี๊ด ติดตาม “3 แซบ” อาทิตย์นี้ บ่าย 2 ช่อง 3.






ที่มา: http://www.thairath.co.th/content/488250

เด็กผีกรี๊ด! 'ปาร์ค จีซอง' ร่วมงานเคลียร์เมน


เคลียร์ เมน ดึง ปาร์ค จี ซอง อดีตมิดฟิลด์แข้งทอง และแอมบาสซาเดอร์ชาวเอเชีย คนแรกของสโมสร "ปิศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ร่วมกิจกรรม meet & greet ที่ เซ็นทรัลเวิลด์...

เมื่อวันที่ 22 มี.ค. เคลียร์ เมน ผู้สนับสนุนผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและขจัดรังแคอย่างเป็นทางการให้แก่ "ปิศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ภายใต้บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด เอาใจสาวก "ปิศาจแดง" ดึง ปาร์ค จี ซอง อดีตมิดฟิลด์แข้งทองขวัญใจแดนโสมขาว และ แอมบาสซาเดอร์ชาวเอเชียคนแรกของทีมดังศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ บินลัดฟ้าร่วมท้าพิสูจน์จุดจบของรังแค พร้อมร่วมกิจกรรม meet & greet ในงาน “เคลียร์ เมน เคลียร์ ทุกสนาม” ร่วมกับ ยอดขุนพลนักเตะชื่อดังของไทย อาทิ กวิน ธรรมสัจจานันท์ ธีระศิลป์ แดงดา สารัช อยู่เย็น และดาราสาวสุดเซ็กซี่ ไอซ์ อภิษฎา เข้าร่วมงานเพื่อสร้างสีสัน มั่นใจ ไร้รังแค ณ ลานด้านหน้า ศูนย์การค้า เซ็นทรัล เวิลด์

วรพักตร์ บรรเลงจิต ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาการตลาดผลิตภัณฑ์เส้นผม บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด กล่าวว่า "ในปีนี้เคลียร์ เมน ต้องการต่อยอดความสำเร็จและตอกย้ำตำแหน่งผู้นำผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและขจัดรังแคมากยิ่งขึ้นด้วยการนำปาร์ค จี ซอง อดีตนักเตะชื่อดัง และเป็นคนเอเชียคนแรกที่ได้รับเกียรติให้เป็นแอมบาสซาเดอร์ของสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เดินทางมาร่วมกิจกรรม meet & greet กับสาวกเคลียร์ชาวไทยกันแบบใกล้ชิด"

" โดยปาร์ค จี ซอง จะร่วมพูดคุยและทักทายแฟนๆ อย่างเป็นกันเอง พร้อมโชว์ลีลามั่นใจ ไร้รังแค และร่วมกิจกรรมสุดมันส์ที่บูธของเคลียร์ เมน นอกจากนี้ เคลียร์ เมน ยังจัดกิจกรรมพิเศษตอบแทนลูกค้าเคลียร์ โดยผู้โชคดี 30 ท่านที่ซื้อเคลียร์ เมน ภายในบูธมีโอกาสลุ้นรับเสื้อและป้ายแขวนแมนยูฯ แท้ส่งตรงจากอังกฤษที่มีลายเซ็น ปาร์ค จี ซอง ยิ่งไปกว่านั้น ผู้เข้าร่วมงานยังมีสิทธิ์ลุ้นรับตั๋วชมแมตช์หยุดโลกระหว่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ อาร์เซนอล เชียร์ชิดติดขอบสนามโอลด์ แทรฟเฟิร์ด เกาะอังกฤษ ฟรี! ทั้งแพ็กเกจที่พักและตั๋วเครื่องบินสุดเอ็กซ์คลูซีฟ รวมมูลค่ากว่า 800,000 บาท อีกด้วย"

งานนี้ เคลียร์ เมน ส่งท้ายความมันส์กันแบบเต็มอิ่มด้วยการชวนสาวกเคลียร์มากระทบไหล่นักเตะชื่อดังของไทย อาทิ กวิน ธรรมสัจจานันท์ ผู้รักษาประตูทีมชาติไทย ธีระศิลป์ แดงดา กองหน้าทีมชาติไทย สารัช อยู่เย็น กองกลางทีมชาติไทย และดาราสาวสุดเซ็กซี่แฟนแมนยูฯ ตัวแม่ ไอซ์ อภิษฎา ที่จะมาร่วมสร้างสีสัน โชว์ลีลามั่นใจ ไร้รังแค ที่บูธเคลียร์ เมน

ใครพลาดงานนี้ เคลียร์ เมน ยังให้โอกาสคุณลุ้นรับรางวัลแพ็กเกจชมแมตช์หยุดโลกที่โอลด์ แทรฟเฟิร์ด กันได้อีก เพียงกดไลค์และร่วมสนุกกับกิจกรรมในหน้าเฟซบุ๊ก





ที่มา: http://www.thairath.co.th/content/488451

'ปราสาท' เฮท้ายเกม! ดิโอโก โขกเฉือน 'กูปรี' 1- 0


ดิโอโก หลุยส์ ซานโต โหม่งทำประตูช่วง 10 นาทีสุดท้ายช่วย "ปราสาทสายฟ้า" บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เปิดบ้านเอาชนะ "กูปรีอันตราย" ศรีสะเกษ เอฟซี 1-0...

การแข่งขันฟุตบอล โตโยต้า ไทยพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2014-15 เมื่อวันที่ 22 มี.ค. แมตช์ตกค้าง ที่ สนาม ไอ โมบาย สเตเดียม "ปราสาทสายฟ้า" บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อันดับ 9 ที่ลงเล่นไป 4 นัดมี 6 คะแนน ลงสนามพบกับ "กูปรีอันตราย" ศรีสะเกษ เอฟซี อันดับ 10 ซึ่งมี 6 คะแนนเช่นกันแต่ตามหลังประตูได้เสีย

เริ่มเกมครึ่งแรกทั้งสองทีมผลัดกันทำเกมรุกแต่ยังสร้างจังหวะจบสกอร์ที่ชัดเจนไม่ได้ จนเมื่อมาถึง น.17 เป็น ศรีสะเกษ ที่เกือบเฮหลังมาได้เตะมุมฝั่งขวา ธีรชัย งามเจริญ เปิดโค้งเข้าหน้าประตูบอลแฉลบ แอนเดรียส ตูเนซ ปราการหลังเจ้าถิ่นเปลี่ยนทางหวิดเสียบเสาสอง

น.25 โอกาสเป็นของ "กูปรี" ธีรชัย งามเจริญ เปิดฟรีคิกทางฝั่งขวาไปในเขตโทษให้ ยูเบน นิโคลอฟ โฉบเข้าไปโขกโล่งๆ แต่โดนไม่เต็มใบกลายเป็นโหม่งข้ามคานไปเอง

มาถึง น.35 ศรีสะเกษฯ ก็ต้องเปลี่ยนตัวก่อนส่ง อนุชา สุกใส ลงมาแทน คัพฟ้า บุญมาตุ่น ที่มีอาการบาดเจ็บ และหลังจากนั้นเพียงนาทีเดียว "ปราสาทสายฟ้า" ก็มีโอกาส ธีรทร บุญมาทัน บรรจงเปิดจากฝั่งซ้ายให้ ดิโอโก หลุยส์ ซานโต ลอยตัวโหม่งยัดโคนเสาแต่ ณรงค์ วงษ์ทองคำ ล้มตัวปัดทิ้งได้ทัน

ช่วงทดเจ็บเจ้าถิ่นเกือบเฮแนวรับทีมเยือนโหม่งสกัดบอลไปเข้าทาง นฤบดินทร์ ง้างวอลเลย์นอกเขตโทษบอลพุ่งไปเข้าทาง ดิโอโก หลุยส์ ซานโต โหม่งเปลี่ยนทางแต่ ณรงค์ ยังไวปัดทิ้งได้แบบสุดมือบอลปลิ้นไปชนเสาออกหลัง ทำให้จบเกมครึ่งแรก บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เสมอ ศรีสะเกษ เอฟซี 0-0

กลับมาเล่นในครึ่งหลัง "ปราสาทสายฟ้า" มีลุ้นตั้งแต่ 4 นาทีแรกจากจังหวะเปิดจากซ้ายเข้าเขตโทษให้ ดิโอโก ลอยตัวโขกข้ามคานไปอย่างน่าเสียดาย จากนั้น น.52 เป็นทีมเยือนที่มีโอกาสทอง ยูเบน นิโคลอฟ พาบอลลุยเข้าเขตโทษฝั่งขวาก่อนจะสับไกกึ่งยิงกึ่งผ่านไปทางเสาสองให้ กิตติพงษ์ วงมา จิ้มจ่อๆ ชนข้างตาข่าย

น.77 บุรีรัมย์ฯ เฮเก้อ สุเชาว์ นุชนุ่ม เปิดเตะมุมไปหน้าประตู ณรงค์ คว้าบอลติดมือเตรียมเปิดเกมเร็วแต่ถูก ดิโอโก แซะจากด้านหลังก่อนจะเกี่ยวเข้าประตูไป แต่กรรมการไม่ให้แถมควักใบเหลืองออกมาแจก

อย่างไรก็ตาม หลังพยายามอยู่นานช่วงท้ายเกม น.83 เจ้าถิ่นก็ทำสำเร็จจนได้ ธีราทร เปิดเตะมุมฝั่งขวาเข้ากลางประตู ดิโอโก หลุยส์ ซานโต พุ่งเข้าถึงบอลก่อน ณรงค์ วงษ์ทองคำ แล้วโหม่งเข้าไปอย่างงดงาม บุรีรัมย์ฯ นำ 1-0

ในช่วงเวลาที่เหลือทั้งสองทีมไม่มีประตูเพิ่ม จบเกม บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เฉือนเอาชนะ ศรีสะเกษ เอฟซี ไป 1-0 บวกเพิ่มเป็น 9 คะแนน ขึ้นมาอยู่ที่ 6.

รายชื่อ 11 ตัวจริง

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด : ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน, ธีราทร บุญมาทัน, แอนเดรียส ตูเนซ, ชิติพัทธ์ แทนกลาง, กรวิทย์ นามวิเศษ, นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม, โก ซุล-กิ, สุเชาว์ นุชนุ่ม, ประกิต ดีพร้อม, ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต, กิลแบร์โต มาเชนา

ศรีสะเกษ เอฟซี : ณรงค์ วงษ์ทองคำ, ธีรชัย งามเจริญ, ยูเบน นิโคลอฟ, เอกพันธ์ จันดากรณ์, ณัฐวุฒิ คำรินทร์, จักรพงษ์ สมบูรณ์, คัพฟ้า บุญมาตุ่น, วิคเตอร์ อมาโร่, คนึง บุราณสุข, กาฟาร์ ดูโรซินมี่, กิตติพงษ์ วงมา




ที่มา: http://www.thairath.co.th/content/488448

'เรมี' ฮีโร่! 'เชลซี' บุกเฉือนฮัลล์ 3-2 ทิ้งเรือ 6 แต้ม


"โลอิก เรมี" สวมบทพระเอกลงมาเป็นตัวสำรองแล้วซัดประตูชัย ช่วยให้ "สิงโตน้ำเงิน" เชลซี บุกไปชนะ ฮัลล์ ซิตี้  ถึงถิ่น แบบหวุดหวิด 3-2 นำเป็นจ่าฝูงต่อไป ทิ้งห่าง แมนฯซิตี้ รองจ่าฝูงเป็น 6 แต้มแล้ว...


การแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2014-2015 ประจำวันอาทิตย์ที่ 22 มี.ค. คู่ที่น่าสนใจ "เดอะ ไทเกอร์ส" ฮัลล์ ซิตี้ ทีมอันดับ15 เปิดสนาม คิงส์ตัน คอมมูนิเคชันส์ สเตเดียม รับการมาเยือนของ "สิงโตน้ำเงิน" เชลซี ทีมจ่าฝูง

เกมนี้ สตีฟ บรูซ กุนซือฮัลล์ ซิตี้ วาง เจค ลิเวอร์มอร์ คุมแดนกลาง ส่วนแนวรุกมี ดาเม เอ็นดอย กับ อาเบล เออร์นานเดซ ลงล่าตาข่าย ด้าน โชเซ มูรินโญ กุนซือเชลซี วาง เชส ฟาเบรกาส คุมแดนกลางกับ เนมันยา มาติช โดยมี เอเดน อาซาร์ด,วิลเลียน และ ดีเอโก คอสตา เป็นทีเด็ดในแนวรุก

เปิดฉากครึ่งแรกมาแค่  2 นาที เชลซี ได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จากจังหวะที่ เอเดน อาซาร์ด ซัดด้วยเท้าซ้ายจากนอกเขตโทษ  บอลพุ่งเสียบมุมเข้าไป

ถัดมา 3 นาที   ฮัลล์ เกือบตีเสมอได้ทันควัน  จากจังหวะที่ ดาเม เอ็นดอย โหม่งเช็ดข้ามแนวรับเชลซีให้ อาเบล เฮอร์นานเดซ  หลุดเดี่ยวไปยิงในเขตโทษ แต่ไปติดหน้าอกของ  ติโบต์ กูร์กตัวส์ นายด่านเชลซี

จากนั้น น.9 เชลซี ขยับหนีเป็น 2-0 จากจังหวะที่ เชส ฟาเบรกาส จ่ายบอลขึ้นไปทางซ้ายให้  ดีเอโก คอสตา พาบอลเข้าเขตโทษก่อนปั่นด้วยขวา  บอลโค้งเสียบเสาไกลเข้าไปอย่างงดงาม

น.13 ฮัลล์ ได้ฟรีคิกหน้าเขตโทษ  ดาเม เอ็นดอยล์ ปั่นโค้งไปที่เสาแรก แต่ กูร์กตัวส์ ยังปัดออกไปได้

ถึง น.26 ฮัลล์ ไล่มาเป็น 1-2 จากจังหวะที่ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน พาบอลขึ้นมาทางซ้ายก่อนเปิดเรียดมาที่เสาสองให้ อาเหม็ด เอลโมฮามาดี้ ยิงจ่อๆเข้าไปไม่พลาด

ถัดมา 2 นาที ฮัลล์ ตามตีเสมอ 2-2 ได้สำเร็จ จากความผิดพลาดของแนวรับเชลซี บรานิสลาฟ อิวาโนวิช จ่ายคืนหลังให้ กูร์กตัวส์ แต่นายด่านทีมชาติเบลเยียมแตะบอลลั่นไปเข้าทาง อาเบล เฮอร์นานเดซ ล้มตัวยิงเข้าไป

จบครึ่งแรก ฮัลล์ ซิตี้ เสมอ เชลซี อยู่ 2-2

กลับมาเล่นต่อครึ่งหลัง น.49 เชลซี เกือบขึ้นนำ เมื่อ เชส ฟาเบรกาส ได้ซัดด้วยขวาในเขตโทษ บอลหลุดเสาไกลไปแบบได้ลุ้น

จากนั้น น.64 ฮัลล์น่าได้ประตูขึ้นนำสุดๆ  อาเหม็ด เอลโมฮามาดี้ ซัดในเขตโทษ กูร์กตัวส์ เซฟออกมาเข้าทาง เจค ลิเวอร์มอร์ ยิงอัดเข้าไปอีกที กุูร์กตัวส์ เซฟออกมาเข้าทาง แกสตัน รามิเรซ ซัดอีกที กูร์กตัวส์ ก็ยังปัดข้ามคานไปได้อีก!

ถึง น.77 เชลซี ได้ประตูขึ้นนำ 3-2 จากจังหวะที่ เชส ฟาเบรกาส จ่ายเข้าเขตโทษด้านขวาให้ วิลเลียน   ป้ายเรียดเข้ากลางให้ โลอิก เรมี ที่เพิ่งลงมาเป็นตัวสำรอง  ซัดเข้าไปไม่เหลือซาก

เวลาที่เหลือไม่มีฝ่ายไหนทำประตูเพิ่มได้ จบเกม เชลซี บุกไปชนะ ฮัลล์ ซิตี้ 3-2 เก็บเพิ่มเป็น 67 คะแนน ทิ้งห่าง แมนฯซิตี้ รองจ่าฝูงไปเป็น 6 คะแนน แต่เชลซีแข่งน้อยกว่า 1 นัด

รายชื่อ 11 ตัวจริงของทั้ง 2 ทีม

ฮัลล์ ซิตี้:อัลลัน แม็คเกรเกอร์,พอล แม็คเชน,อเล็กซ์ บรูซ,ไมเคิล ดอว์สัน,แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน,แกสตัน รามิเรซ,เดวิด เมย์เลอร์,เจค ลิเวอร์มอร์,อาเหม็ด เอลโมฮามาดี้,อาเบล เฮอร์นันเดซ,ดาเม เอ็นโดเย

เชลซี:ติโบต์ คูร์กตัวส์,จอห์น เทอร์รี,แกรี เคฮิลล์,บรานิสลาฟ อิวาโนวิช,ฟิลิปเป หลุยส์,เชส ฟาเบรกาส,เนมันยา มาติช,รามิเรส,วิลเลียน,เอเดน อาซาร์ด,ดีเอโก คอสตา

ส่วนผลคู่อื่น ดังนี้

ลิเวอร์พูล แพ้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1-2

ควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ส แพ้ เอฟเวอร์ตัน 0-1




ที่มา: http://www.thairath.co.th/content/488463

จาตุรงค์ ซัดเปิด! 'ช้างศึก'ยู-22 อุ่นบด 'เหงียน' 3-1


"ช้างศึก" ทีมชาติไทย ยู-22 ชุดปรีโอลิมปิก 2016 อุ่นเครื่องเอาชนะ เวียดนาม ไปแบบสุดมันส์ 3-1 จากผลงานของ จาตุรงค์ พิมพ์คูณ, ทศวรรษ ลิ้มวรรณเสถียร และ ภิญโญ อินพินิจ ...

การแข่งขันฟุตบอลอุ่นเครื่องทีมชาติ เมื่อวันที่ 22 มี.ค. ณ สนามกองทัพบก "ช้างศึก" ทีมชาติไทย ยู-22 ชุดปรีโอลิมปิก 2016 ลงเล่นในบ้านพบกับ ทีมชาติเวียดนาม

เปิดเกมเพียง 3 นาที ไทยได้ทักทายก่อนจากจังหวะฟรีคิกระยะหวังผลเยื้องออกซ้ายหน้าเขตโทษ ทศวรรษ ลิ้มวรรณเสถียร ซัดข้ามกำแพงก่อนจะฮุคไปเข้ามือ เหงียน ฮอย อาห์น ผู้รักษาประตูเวียดนาม หลังจากนั้นอีก 3 นาที "ช้างศึก" ได้ลองอีกครั้งจากจังหวะเปิดเตะมุมฝั่งขวาไปเกือบถึงเสาสองและเป็นให้ จาตุรงค์ พิมพ์คูณ ที่ได้โหม่งหลุดกรอบออกหลัง

น.24 "ช้างศีก" ได้ลอง ธนากร สายปัญญา มีโอกาสซัดด้วยขวาเต็มข้อนอกเขตโทษแต่ยังไม่เข้าเป้า ต่อมา น.31 ยังเป็นไทยที่มีโอกาส ธนาสิทธิ์ ศิริผลา ไหลตามช่องให้ อดิศักดิ์ กลิ่นโกสุม ลากลุยไปถึงหัวกะโหลกก่อนจะเหนี่ยวด้วยซ้ายข้ามคานออกไป

หลังจากบดอยู่พักใหญ่ น.43 ไทย ก็มีประตูขึ้นนำจนได้จากจังหวะเปิดข้ามจากฝั่งขวาไปถึงเสาสอง ธนากร สายปัญญา โหม่งตั้งกลับมากลางให้ จาตุรงค์ พิมพ์คูณ แปเข้าไปทำให้จบเกมครึ่งแรก ไทย ออกนำ เวียดนาม ไปก่อน 1-0

เริ่มครึ่งหลังเพียงนาทีเศษ เวียดนาม เปิดฉากดุดันจนเกือบตีไข่แตกหลัง เลอ ธาน บินห์ โฉบมารับบอลลุยเข้าเขตโทษฝั่งขวาก่อนจะซัดเต็มข้อไปเข้ามือ วัชระ บัวทอง

น.52 "ช้างศึก" หวิดบวกเพิ่มจากจังหวะเปิดบอลยาวขึ้นหน้า คู ง็อง ไฮ กัปตันทีมเวียดนามโหม่งสกัดคืนหลังแต่ เลอ ซอย ฮอย อัน ตัวสำรองจับบอลลั่นเจอ จาตุรงค์ พิมพ์คูณ ฉกเข้าไปดวลกับผู้รักษาประตูแต่ดันยิงติดเซฟ

อย่างไรก็ตาม เมื่อมาถึง น.60 ทีมไทย ก็ได้จุดโทษหลัง เลอ ซอย ฮอย อัน ทำฟาล์ว เจนรบ สำเภาดี ตัวสำรองของไทย และเป็น ทศวรรษ ลิ้มวรรณเสถียร ที่สังหารไม่พลาดนำห่าง 2-0

น.80 "ช้างศึก" บวกสกอร์เพิ่มเป็น 3-0 จากจังหวะโต้กลับเร็ว ภิญโญ อินพินิจ ควบมารับลูกจ่ายทะลุช่องก่อนจะซัดไม่เหลือซาก แต่หลังจากนั้นเพียง 4 นาที เวียดนาม ก็ได้ประตูตีไข่แตกจากลูกวอลเลย์นอกเขตโทษของ เหงียน ฮู ดัง ที่ซัดตูมเดียวตุงตาข่ายทำให้ เวียดนาม ไล่เป็น 1-3

จากนั้นนาทีเดียว ไทย ก็หวิดได้เพิ่มจากลูกเปิดทางฝั่งซ้ายมาที่เสาสองและเป็น เจนรบ ที่โหม่งชนคานไปอย่างน่าเสียดาย และในช่วงเวลาที่เหลือทั้งสองทีมทำอะไรกันเพิ่มเติมไม่ได้จบเกม ทีมชาติไทย ชุดปรีโอลิมปิก เอาชนะ เวียดนาม 3-1.


รายชื่อ 11 ตัวจริงทีมชาติไทย

ทีมชาติไทย : วัชระ บัวทอง, สุริยา สิงห์มุ้ย, อดิษร พรหมรักษ์, ธนากร สายปัญญา, อดิศักดิ์ กลิ่นโกสุม, นิติพงษ์ เสลานนท์, เชาววัฒน์ วีระชาติ, กษิดิ์เดช เวทยาวงศ์, ธนาสิทธิ์ ศิริผลา, ทศวรรษ ลิ้มวรรณเสถียร, จาตุรงค์ พิมพ์คูณ




ที่มา: http://www.thairath.co.th/content/488447

'มาตา' เหมา 2! 'ผีแดง' บุกเชือดหงส์แดง 10 คน 2-1


"ฆวน มาตา" เหมาคนเดียว 2 ประตู ช่วยให้ "ปิศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด บุกไปชนะ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ที่เหลือ 10 คนตั้งแต่ช่วงต้นครึ่งหลังไป  2-1 เก็บ 3 คะแนน รั้งอันดับ 4 ของตารางต่อไป....


ศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประจำวันอาทิตย์ที่ 22 มี.ค. เกมไฮไลต์อยู่ที่สนามแอนฟิลด์ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ทีมอันดับ 5 ของตาราง เปิดบ้านรับการมาเยือนของ "ปิศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด  ทีมอันดับ 4 ของตาราง

เกมนี้ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส กุนซือลิเวอร์พูล หวังพาทีมเก็บ 3 แต้มให้ได้ เพื่อแซง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ขึ้นไปอยู่อันดับ 4 ของตาราง โดยวาง จอร์แดน เฮนเดอร์สัน คุมเกมแดนกลาง ส่วนแนวรุกมี ฟิลิปเป คูตินโญ,ราฮีม สเตอร์ลิง และ ดาเนียล สเตอร์ริดจ์ เป็นทีเด็ด ด้าน หลุยส์ ฟาน กัล กุนซือปิศาจแดง วาง ไมเคิล คาร์ริก คุมจังหวะเกม โดยมี อันเดร์ เอร์เรรา,ฆวน มาตา,มารูน เฟลไลนี ทำเกมรุกสนับสนุน เวย์น รูนีย์ กองหน้าตัวเป้า

เปิดฉากครึ่งแรกมาถึง น.14 แมนฯยู  ได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จากจังหวะที่ อังเดร เอร์เรรา จ่ายทะลุเข้าเขตโทษด้านขวาให้  ฆวน มาตา หลุดเข้าไปยิงเสียบมุมอย่างสวยงาม


จากนั้น น.17 ลิเวอร์พูลเกือบตีเสมอ เมื่อ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน  เปิดบอลเข้าเขตโทษให้  ดาเนียล  สเตอร์ริดจ์  วอลเลย์ในเขตโทษ แต่บอลเหินข้ามคานออกไป

ถึง น.35 เจ้าถิ่นได้ลุ้นอีกครั้ง จากจังหวะที่ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน เปิดจากฝั่งขวาเข้ากรอบเขตโทษ บอลเลยมาถึง ดาเนียล  สเตอร์ริดจ์ แตะเข้ากลางให้ อดัม ลัลลานา กดด้วยซ้ายเน้นๆ บอลพุ่งหลุดเสาไปนิดเดียว

จบครึ่งแรก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด บุกมานำ ลิเวอร์พูล ไปก่อน 1-0

กลับมาเล่นต่อครึ่งหลัง ลิเวอร์พูล แก้เกมทันที ส่ง สตีเวน เจอร์ราร์ด ลงมาแทน อดัม ลัลลานา

น.46 แฟนหงส์แดงช็อกกันทั้งสนาม เมื่อ สตีเวน เจอร์ราร์ด ไปย่ำใส่ อันเดร์ เอร์เรรา ผู้ตัดสินชูใบแดงไล่ เจอร์ราร์ด ออกจากสนามทันที ทั้งที่ลงสนามมาเพียง 45 วินาทีเท่านั้น ลิเวอร์พูลเหลือ 10 คนแล้ว


จากนั้น แมนยูอาศัยตัวผู้เล่นที่มากกว่าเปิดเกมรุกใส้เจ้าถิ่นทันที น.59 แมนยู หนีเป็น 2-0 จากจังหวะที่ อังเคล ดิ มาเรีย ยกบอลเข้าเขตโทษด้านซ้ายให้ ฆวน มาตา กระโดดวอลเลย์เข้าไปอย่างสวยงาม

ถึง น.69  ลิเวอร์พูล ไล่มาเป็น 1-2 จากจังหวะที่ ฟิลิปเป คูตินโญ จ่ายยัดเข้าเขตโทษ บอลแฉลบแนวรับแมนยูมาเข้าทาง  ดาเนียล สเตอร์ริดจ์   ยิงเสียบเสาแรกเข้าไป


เข้าสู่ช่วงทดเจ็บ แมนยูได้จุดโทษ จากจังหวะที่ ดาร์ลีย์ บลินด์ โดน เอ็มเร ชาน ทำฟาล์วในเขตโทษ และเป็น เวย์น รูนีย์ รับหน้าที่เป็นคนสังหาร แต่ยิงไปติดเซฟของ ซิมง มินโญเลต์

จบเกม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด บุกไปชนะ ลิเวอร์พูล 2-1 เก็บเพิ่มเป็น 59 คะแนน  รั้งที่ 4 ต่อไป ส่วน ลิเวอร์พูล มี 54 แต้มเท่าเดิม รั้งอันดับ 5 ตามหลังแมนยู 5 แต้ม

รายชื่อ 11 ตัวจริงของทั้ง 2 ทีม

ลิเวอร์พูล : ซิมง มิโญเลต,มามาดู ซาโก,เอ็มเร ชาน,มาร์ติน สเคอร์เทล,จอร์แดน เฮนเดอร์สัน,อัลเบอร์โตโมเรโน,อดัม ลัลลานา,โจ อัลเลน,ฟิลิปเป คูตินโญ,ดาเนียล สเตอร์ริดจ์,ราฮีม สเตอร์ลิง

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด :ดาบิด เด เคอา,ฟิล โจนส์,คริส สมองลิง,ดาร์ลีย์ บลินด์,อันโตนิโอ วาเลนเซีย,ฆวน มาตา,ไมเคิล คาร์ริก,แอชลีย์ ยัง,อังเดร เอร์เรรา,มารูน เฟลไลนี,เวย์น รูนีย์


ที่มา: http://www.thairath.co.th/content/488454

ควันหลงงานแต่ง ลีเดีย แมทธิว เพื่อนดาราร่วมยินดีเพียบ


อลังการสมกับคำร่ำลือจริงๆ สำหรับงานแต่งงานของคู่รักมาราธอนที่ใช้เวลาคบหาดูใจร่วม 10 ปี แมทธิว ดีน ฉันทวานิช กับสาว ลีเดีย ศรัณย์รัชต์ วิสุทธิธาดา ซึ่งงานนี้ได้จัดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 21 มีนาคม 2558 เวลา 18.30 น. ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล โดยมีญาติๆ และครอบครัวของทั้งสองฝ่าย เพื่อนสนิท และพี่น้องคนดังจากทั่วทุกวงการมาร่วมแสดงความยินดีกันเป็นจำนวนมาก นับว่าเป็นงานแต่งที่อบอุ่นเลยทีเดียว สมกับภายใต้ของธีมงานที่มีชื่อว่า beyond (บียอน) สื่อถึงความรักที่สดใส อบอุ่นของคู่บ่าวสาว และบรรยากาศภายในงานก็หวานฉ่ำไปด้วยดอกไม้และการตกแต่งโทนสีพาสเทล ชมพูนู้ด

เหล่าซุป'ตาร์คนดัง เพื่อนสนิทในวงการบันเทิงของทั้งคู่ ไม่ว่าจะเป็น ปู ไปรยา สวนดอกไม้, พลอย เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์, ชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ต, แอริน ยุกตะทัต, ซี ศิวัฒน์ โชติชัยชรินทร์และเอมี่ กลิ่นประทุม, เติ้ล ตะวัน จารุจินดา, ธัญญ์ ธนากร, ครอบครัวของเปิ้ล นาคร ศิลาชัย, น้ำฝน พัชรินทร์ จัดกระบวนพล, มิน พีชญา วัฒนามนตรี, ไมค์ พิรัชต์ นิธิไพศาลกุล, กอล์ฟ พิชญะ นิธิไพศาลกุล, จิ๊บ ปกฉัตร เทียมชัย, เมย์ พิชญ์นาฏ สาขากร ฯลฯ ก็ตบเท้าเข้าร่วมงานกันอย่างมากมาย ซึ่งแต่ละคนจัดเต็มทั้งเสื้อผ้าหน้าผมให้เข้ากับธีมงาน อีกทั้งได้นำคำอวยพรดีๆ มาร่วมแสดงความยินดีกับคู่บ่าวสาว.

อ่านต่อ...



ที่มา: http://www.thairath.co.th/content/488440


วาระแห่งชาติ ปอดเพื่อชาวไทยทุกคน นุ่น ศิรพันธ์ ร่วมแชร์มักกะสันสวนสร้างสรรค์


สิ่งแวดล้อมดีๆ สังคมดีๆ ไม่มีขายตามห้างหรือตลาดนัด! อยากได้! อยากมี! ต้องร่วมด้วยช่วยกันดูแลจัดการ มักกะสันสวนสร้างสรรค์ เป็นอีกงานที่น่าสนใจยิ่ง เครือข่ายมักกะสัน Makkasan และหลายๆ องค์กรได้ร่วมกันจัดงาน ปาร์ค ทอล์ก Park Talk ที่หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร รวมพลคนดังจากหลายสาขาอาชีพทั้ง นักวิชาการ ,ศิลปิน ,สถาปนิก ,ดารา มาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อประกาศดังๆ คืนพื้นที่สีเขียวให้กับคนเมือง ระดมความคิดเพื่อต้องการให้รัฐบาลบริหารจัดการสวนมักกะสัน ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างสร้างสรรค์อย่างแท้จริง

ประเด็นสำคัญยิ่ง ที่ภาคประชาชนต้องจับตา คอยตรวจสอบกันให้ดีๆ ประเด็นรัฐบาลจะพัฒนาพื้นที่กว่า 750 ไร่ ของสวนมักกะสันไปในทิศทางไหน ซึ่งหลายคนเป็นห่วงกับการพัฒนาที่มุ่งเน้นแต่ธุรกิจมากเกินไป แน่นอนว่าเครือข่ายมักกะสัน และประชาชนส่วนใหญ่ ต้องการให้คงพื้นที่สีเขียวของเดิมเอาไว้ เพื่อให้เป็นปอดอันบริสุทธิ์สำหรับชาวไทยทุกคน

งานปาร์ค ทอล์ก มักกะสันสวนสร้างสรรค์ คนดังในแวดวงบันเทิง ก็มาร่วมแชร์ความคิดดีๆ กันด้วย อาทิ ตุลย์ ไวฑูทรเกียรติ นักร้องวง อพาร์ตเมนต์คุณป้า ,นรเศรษฐ หมัดคง ดีเจซี๊ด ,ก้อง ทรงกลด บางยี่ขัน บรรณาธิการบริหารนิตยสารคุณภาพ a day ,คุณอดัม หม่อมเจ้าเฉลิมชาตรี ยุคล ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังจาก ภาพยนตร์ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช


บันเทิงไทยรัฐออนไลน์ จะพาไปพูดคุยกับนางเอกฝีมือน่าปลื้มปริ่ม นุ่น ศิรพันธ์ วัฒนจินดา ที่กำลังจะมีละครใหม่เรื่อง ผู้หญิงคนนั้นชื่อบุญรอด งานนี้นุ่นมาด้วยใจ ค่าตัว 0 บาท ตั้งใจมาปลุกความคิดเรื่องสวนมักกะสัน "กฏหมายเดิมของประเทศเรา ถ้าจะมีการใช้พื้นที่ในการทำธุรกิจ ต้องแบ่ง 30% เป็นพื้นที่สีเขียวอยู่แล้ว นี่คือข้อมูลเดิมจากฎหมายที่เรามีมา ดังนั้นสิ่งที่ทางเราต้องการคือ การเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่าง"

อยากจะให้คงพื้นที่สีเขียว ของสวนมักกะสันเอาไว้มากกว่านี้ ไม่ใช่จัดแบ่งมาแค่ 30%? "ก็คงอย่างนั้นแหละคะ กรุงเทพมันก็พื้นที่ใหญ่คนเยอะ แต่พื้นที่สีเขียวมันมีแค่นี้มันคงไม่พอ" พื้นที่สีเขียวเดิมๆ ของสวนมักกะสันกว่า 750 ไร่ นุ่นอยากจะให้เก็บไว้ทั้งหมด ให้เป็นสวนสาธารณะเพื่อที่ทุกคนได้มาใช้ประโยชน์? "มันตอบยากนะ ว่าจะกี่ร้อยไร่ดี เพราะจริงๆ ถ้าพื้นที่สีเขียวเยอะ แต่ถ้าคนที่อยู่ในกรุงเทพ ไม่ได้สนใจเรื่องการลดมลภาวะที่เกิดขึ้น ต่อให้มีพื้นที่สีเขียวมากกว่า 700 ไร่ หรือ 1,000 ไร่ มันก็ไม่พอหรอก เพราะเราใช้รถแล้วปล่อยควันเสีย เครื่องปรับอากาศปล่อยความร้อนเข้าสู่อากาศ คือมันต้องไปด้วยกันคะ พื้นที่สีเขียวมันก็ต้องมากขึ้น คนที่ทำให้โลกร้อน ก็ต้องช่วยๆ กันให้มากขึ้น"

ตอนนี้ดูเหมือนว่าภาคประชาชน ก็เริ่มจะตื่นตัวมากขึ้นแล้วนะ กับเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องการรักษ์ธรรมชาติ? "การมาพูดในครั้งนี้ ทำให้คนตื่นตัวมากยิ่งขึ้นนะ อย่างบางคนไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่า มักกะสันคืออะไร อยู่ที่ไหน (ยิ้ม)" หลายคนก็เพิ่งมารู้ว่า เรามีสวนมักกะสันพื้นที่สีเขียวที่ดีๆ อยู่แล้ว? "ใช่ๆ มันทำให้เกิดการรับรู้ในสังคมมากขึ้น และจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในความคิด คนกรุงส่วนมากก็จะรู้จัก สวนรถไฟ ,สวนเบญฯ คือเขารู้อยู่แล้วแหละว่า การมีพื้นที่สีเขียว ข้อดีคือมีวันหยุดแล้วได้ไปพักผ่อน ได้เห็นสีเขียวบ้าง รู้สึกเย็นบ้าง ตอนนี้เขาก็จะรู้สึกว่า เอ๊ะ มีอีกก็ดีนะ คือตอนนี้คนยังไม่ค่อยรับรู้เท่าไหร่ กิจกรรมนี้ก็จะเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมในการกระตุ้นคะ"


พื้นที่สีเขียวของสวนมักกะสัน ที่กำลังเป็นอีกหนึ่งโปรเจ็กต์ยักษ์ของรัฐบาล นุ่นได้ศึกษามานานแค่ไหนแล้ว? "เรื่องนี้เหรอคะ นุ่นก็เหมือนคนทั่วไป ที่ไม่ค่อยรู้อะไรมาก ที่มาพูดวันนี้ นุ่นเป็นตัวแทนของคนทั่วไปที่ย้ายมาอยู่กรุงเทพ ส่วนตัวคิดว่าพื้นที่สีเขียวมันดีนะ ปีแรกๆ ที่ย้ายมาอยู่กรุงเทพ มีความรู้สึกว่าจะไปอยู่ที่ไหนที่ไม่ใช่ห้าง (ยิ้ม) คือไปไหนคนก็เยอะเราอึดอัด พอว่างปุ๊บก็จะไปสวนรถไฟ เรารู้สึกว่า เออ มีพื้นที่สงบๆ ให้เราได้ผ่อนคลาย บางวันทำงานเครียดก็ไปนั่งเล่น อยู่นานถึงสามทุ่มค่อยกลับ

"นานแล้วที่เราไม่ได้ถอดรองเท้าแล้วเดินเหยียบหญ้า คือคนต่างจังหวัดก็จะหาได้ง่าย มีสนามหญ้าหน้าบ้านอยู่แล้ว แต่คนอยู่กรุงเทพยิ่งอยู่คอนโด ยิ่งหายากที่จะไปถอดรองเท้าแล้วไปเหยียบหญ้า ส่วนตัวคิดว่าพื้นที่สีเขียว ที่เป็นสวนสาธารณะมันดีกับร่างกายดีกับจิตใจ" คิดว่ารัฐบาลชุดนี้ จะฟังเสียงประชาชนมากน้อยแค่ไหน ในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้มากขึ้น ในการคงพื้นที่เดิมๆ ของสวนมักกสันเอาไว้? "เอ่อ...นุ่นว่า (ยิ้ม) ไม่คอมเม้นท์ดีกว่า ว่าจะฟังหรือไม่ฟังเสียง แต่สิ่งที่เราพูดไปก็คือหนึ่งความเห็นหนึ่งเสียงที่มาจากความรู้สึกจริงๆ นุ่นว่าตรงนี้แหละที่เราต้องมาให้ค่ากัน ก็ไม่รู้ว่าทางนั้นจะเห็นค่าแค่ไหน"

เคยไปที่สวนมักกะสันกี่ครั้งแล้ว? "ยังไม่ได้ไปคะ โอ๊ย นุ่นก็เหมือนคนกรุงเทพแหละคะ คือนุ่นเป็นคนส่วนใหญ่ ที่ไม่รู้จักกว่ามักกะสันอยู่ตรงไหน (ยิ้ม) แต่นุ่นแค่คิดว่าพื้นที่สีเขียวมันมีประโยชน์ ถ้ามีเพิ่มอีกก็ดี นุ่นแค่มาแชร์ว่าพื้นที่สีเขียวดีนะ เป็นตัวแทนจากเด็กต่างจังหวัดที่มาอยู่กรุงเทพ นุ่นเชื่อว่าธรรมชาติเป็นตัวขัดเกลาอ่ะ ก็แค่อยากจะแชร์มันน่าจะดี" นุ่นก็เดินทางบ่อยเนอะ หลายประเทศก็จะมีพื้นที่สีเขียวเพื่อส่วนรวมกันเยอะ? "(รีบตอบ) ใช่คะ ก็ไปมาหลายประเทศแล้ว อย่างนิวยอร์ก สหรัฐ ที่เซ็นทรัลปาร์ค สวนสาธารณะก็ใหญ่ มันเห็นได้ชัดเลยว่า คนมันได้ใช้ชีวิตอ่ะ อิตาลีก็มี หลายประเทศมีกันหมด คือทุกที่ก็มีพื้นที่สีเขียว สวนสาธาณะที่ใหญ่ๆ กันนะคะ"


มีประเด็นพัฒนาพื้นที่มักกะสัน เตรียมจะทำเป็นคอมเพล็กธุรกิจใหญ่โต ต้องการรายได้มากๆ โอกาสที่จะทำให้เป็นสวนสาธารณะน่าจะน้อยนะ? "มันต้องอยู่บนความจริง คือทุกอย่างมันปรับจูนกันได้ มันสามารถมีธุรกิจสีเขียวที่สร้างรายได้ ยกตัวอย่าง หลายปีที่แล้วตอนที่นุ่นไปเมืองปักกิ่ง จีน จะมีพื้นที่หนึ่งเรียกว่า 798  อาร์ต ดิสทริค Art District นุ่นไปอยู่ที่นั่นได้ทั้งวันอ่ะ เมื่อก่อนเป็นโรงไฟฟ้าใหญ่มากๆ พอวันหนึ่งไม่ทำโรงไฟฟ้าแล้ว เป็นโรงไฟฟ้าร้าง ศิลปินก็เข้าไปทำงาน แต่ละคนก็จะมีโกดังในการทำอาร์ต ผลงานชิ้นหนึ่งก็ไม่ได้ถูก เป็นหลักหลายแสน หรือมีการปลูกต้นไม้ในบริเวณนั้นมากขึ้น นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมาดู กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ทำเงิน คนเข้าไปดูก็เกิดการจับจ่ายใช้สอย นักท่องเที่ยวอยากมา ไม่ใช่ว่างานศิลปะของที่นั่นมันเก๋มากขนาดนั้น แต่นักท่องเที่ยวมาที่นี้ เพราะมันดึงดูดอ่ะ เพราะแต่เดิมเป็นโรงไฟฟ้า แล้วคุณนำมาดัดแปลงให้ศิลปินมาทำงาน

"ถามว่ามันคือธุรกิจมั้ย มันก็คือธุรกิจ แต่มันคือธุรกิจที่ไปด้วยกันได้ คุณไม่จำเป็นต้องรื้อทำลายบางอย่าง คุณไม่ต้องทำลายพื้นที่สีเขียว แล้วสร้างอะไรขึ้นมาเพื่อหารายได้ มันอาจจะผสมผสานการหารายได้ที่มีอยู่ แล้วเพิ่มสีเขียวเข้าไปได้ คือทุกคนต้องใช้เงิน เราไม่ได้ต่อต้านว่า ฉันจะเอาพื้นที่สีเขียว ไม่เอาเงิน แต่ว่ามันจะฉลาดกว่ามั้ย ถ้ามันจะเป็นพื้นที่สีเขียวไปด้วย และเป็นธุรกิจสีเขียวไปด้วย

"ถามว่าต้นไม้ในสวนสาธารณะบ้านเรา มันได้เติบโตอย่างธรรมชาติหรือเปล่า มันคือการประดิษฐ์อ่ะ หญ้า ต้นไม้ ก็ต้องมีการตัดทุก 15 วัน เด็กไม่ได้เห็นการเติบโตของต้นไม้อย่างจริงจัง เราไม่ได้เห็นต้นไม้ที่เติบโตอย่างอิสระเสรี ถามว่าเราอยากจะให้เด็กรุ่นต่อไปของเรา รู้จักธรรมชาติจากขวดแก้ว รู้จักธรรมชาติจากกูเกิ้ล หรือว่าอยากจะให้เด็กมาเจอของจริง มาสัมผัสมามาจับธรรมชาติของจริง




ที่มา: http://www.thairath.co.th/content/488316

รถบรรทุก 4ล้อ คว่ำเทกระจาด กระบะชนซ้ำ ดับ 4 เจ็บระนาว


ฝนตกหนักถนนลื่น รถบรรทุก 4 ล้อพาคนจากร้อยเอ็ดเข้ากทม. เกิดเสียหลักพลิกคว่ำ กลางถนนในอยุธยา ก่อนมีกระบะพุ่งชนซ้ำ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 คน และบาดเจ็บระนาว...

เมื่อเวลา 02.00 น. วันที่ 22 มีนาคม 2558 ร.ต.ท.เดชชาติ สารุณา พงส. สภ.ช้างใหญ่ อำเภอ บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ได้รับแจ้งว่ามีเหตุ รถชนกัน มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย ที่ ถนนทางหลวงหมายเลข 9 กม.73 หมู่ 4 ต.โพธิ์แตง อ.บางไทร จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมหน่วยกู้ภัย พบรถกระบะ เชฟโรเล็ต สีเทา ทะเบียน บม 3526 พระนครศรีอยุธยา พุ่งชนรถบรรทุก 4 ล้อ อีซูซุ สีฟ้า ทะเบียน 80-3976 ยโสธร มีคนเจ็บจำนวนมาก ท่ามกลางฝนตกหนัก

ในที่เกิดเหตุ พบผู้เสียชีวิตจำนวน 3 ศพ ทราบชื่อ นายสำลี ไตยะมะณี ไม่ทราบอายุ บ้านเลขที่ 45 หมู่ 3 ต.วารีสวัสดิ์ อ.พนมไพร จ.ร้อยเอ็ด 2. นางเทียน อัฒจักร อายุ 53 ปี 3. นายปราณี แสงคำ อายุ 40 ปี และเสียชีวิตขณะนำส่ง รพ.บางปะอิน อีก 1 ราย ชื่อ นายบุญสิน พละชัย อายุ 52 ปี รวมผู้เสียชีวิตทั้งหมด 4 ราย

ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 12 ราย เจ้าหน้าที่นำส่ง รพ.บางปะอิน ทราบชื่อ นายนิคม จันทรา อายุ 59 ปี ด.ช.เตชพล อัคถจักร อายุ 8 ขวบ ด.ญ.ปริยา สำดังใจ อายุ 9 ขวบ ด.ช.อธิวัช เนียมนาค อายุ 8 ขวบ ด.ช.ณัฐชัย เนียมนาค อายุ 12 ขวบ ด.ญ.ทิชา เขื่อแพร อายุ 11 ขวบ ด.ญ.มณสิชา เนียมนาค อายุ 9 ขวบ น.ส.สุดารัตน์ วัฒจักร อายุ 17 ปี น.ส.รับเรียบ เลาะหะนะ อายุ 49 ปี และ ด.ญ.อายุ 8-12 ขวบ ไม่ทราบชื่อที่อยู่จำนวน 3 ราย


สอบสวนทราบว่า นายบุญสิน พละชัย คนขับ รถบรรทุก 4 ล้อ ได้รับญาติพี่น้อง จากจังหวัดร้อยเอ็ด รวม 22 คน เดินทางมุ่งหน้าเข้า กรุงเทพฯ ตลอดทางมีฝนตก ถึงที่เกิดเหตุไฟส่องสว่างไม่มี ถนนลื่นทำให้รถพลิกคว่ำเทกระจาด กลางถนน ขณะเดียวกัน นายกรวิชญ์ นึกได้ อายุ 24 ปี ขับรถยนต์กระบะตามหลังมาชนซ้ำอีกที จึงมีผู้เสียชีวิต จำนวน 4 ศพ และบาดเจ็บดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้สอบสวนหาสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุที่แท้จริงต่อไป.



ที่มา: http://www.thairath.co.th/content/488394

หนุ่ม25 ซิ่งฝ่าฝน ชน จยย. ฟาดเสาไฟฟ้า เก๋งขาดครึ่ง ดับคู่


หนุ่มเบญจเพศซิ่งเก๋งฝ่าสายฝน จะไปรับแฟน ชนเข้าอย่างจัง จยย.หญิงสาวดับคาที่ และยังไถลฟาดเสาไฟฟ้าจนเก๋งขาดครึ่ง จนตัวเองเสียชีวิตคาซากรถ...

เมื่อเวลา 01.30 น. วันที่ 22 มี.ค. ร.ต.ท.ศุภชัย ดีมงคล พนักงานสอบสวน สภ.เมืองลพบุรี ได้รับแจ้ง มีอุบัติเหตุรถเก๋งชนรถจักรยานยนต์แล้วชนเสาไฟฟ้า มีผู้เสียชีวิต 2 ศพ เหตุเกิด ถนนพหลโยธิน หน้าโรงเรียนจินดารัตน์ อ.เมืองลพบุรี จึงพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญูญูลพบุรี ไปที่เกิดเหตุ พบรถเก๋ง ฮอนด้าซีวิค สีขาวทะเบียน ฎห 3706 กรุงเทพมหานคร ข้างซ้ายชนเข้ากับเสาไฟฟ้า จนรถขาดครึ่งงอพับติดอยู่กับเสาไฟฟ้า เบาะนั่งคนขับพบศพชายติดคาซากรถ เจ้าหน้าที่มูลนิธิได้ใช้เครื่องมือตัดถ่างนำศพผู้เสียชีวิตออกมา ทราบชื่อนายสิทธิพัฒน์ ปัญจกุล อายุ 25 ปี อยู่บ้านเลขที่ 9/5 ม.8 ต.เขาพระงาม อ.เมืองจ.ลพบุรี และห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 50 เมตร พบศพหญิงสภาพร่างกายแหลกเหลว นอนคว่ำหน้าอยู่กับพื้นฟุตปาทมีเสื้อกันฝนสีฟ้าใส่อยู่ ทราบชื่อ น.ส.อุไรวรรณ คล้ายสุวรรณ อายุ 28 ปี อยู่บ้านเลขที่ 36/4 ม.2 ต. สองคลอง อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา และ รถจักรยานยนต์ ฮอนด้าสีแดง-ดำ ทะเบียน ขทธ 67 บุรีรัมย์ ล้มอยู่


จากการสอบสวนเบื้องต้น รถเก๋งได้ขับมุ่งหน้ามาจากวงเวียนพระนารายณ์ออกนอกตัวเมือง เพื่อที่จะไปรับแฟนสาวที่ทำงานอยู่สถานบันเทิงแห่งหนึ่ง มาถึงที่เกิดเหตุซึ่งเป็นเวลาที่ฝนกำลังตก และรถเก๋งที่นายสิทธิพัฒน์ ขับมาด้วยความเร็ว ได้ชนเข้ากับรถจักรยานยนต์ที่ น.ส.อุไรวรรณ ขี่มาหลังเลิกงานเพื่อเดินทางกลับบ้านจนกระเด็น และรถเก๋งก็เสียหลักฟาดเข้ากับเสาไฟฟ้า ทำให้เก๋งขาดครึ่งงอพับติดอยู่กับเสาไฟฟ้า เป็นเหตุให้ทั้งคนขับรถเก๋ง และ รถจักรยานยนต์เสียชีวิตทั้งคู่.


ที่มา: http://www.thairath.co.th/content/488423

จับสึก2เจ้าอาวาสวัดโคราช ย่องเที่ยวราตรี เมาแอ๋ซิ่งเก๋งตกถนน


ตำรวจ สภ.สีคิ้ว จับสองคู่หูเจ้าอาวาสวัดในพื้นที่เดียวกัน หลังขับรถนัดกันออกเที่ยวตอนกลางคืนขากลับเกิดพลาดท่าเมาสุราซิ่งเก๋งตกข้างทาง ชาวบ้านเผยรู้มานานตกดึกนัดกันเที่ยว-สวดมนต์เมาเหล้า ขณะเจ้าตัวอ้างอยู่วัดมีเเต่เรื่องกลุ้มใจ

เมื่อเวลา 07.10 น. วันที่ 22 มี.ค.58 พ.ต.ท.สามารถ รัตนวิชัย พนักงานสอบสวน สภ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ได้รับแจ้งว่ามีรถเก๋งตกถนนทางเข้าบ้านหนองจอก ต.มิตรภาพ อ.สีคิ้ว ไม่สามารถจะนำขึ้นได้ เหตุเกิดที่บริเวณ 4 แยก ริมอ่างเก็บน้ำซับประดู่ จึงพร้อมด้วยหน่วยกู้ภัยฮุก 31 จุดสีคิ้ว รุดไปเพื่อทำการช่วยเหลือ แต่เมื่อไปถึง พบรถเก๋งสีน้ำเงิน หมายเลขทะเบียน กม 2161 นครราชสีมา กำลังใช้เชือกดึงรถเก๋งสีขาว-ดำ หมายเลขทะเบียน ขค5634 นครราชสีมาอยู่ โดยเจ้าของรถทั้ง 2 คัน มีอาการซวนเซยืนแทบไม่อยู่คล้ายคนเมาสุรา


ต่อมาเจ้าหน้าที่จึงเดินเข้าไปบอกกับทั้งสองว่า จะให้หน่วยกู้ภัยลากรถขึ้นถนนให้ แต่เมื่อเดินไปถึงกลับจำได้ว่า ผู้ขับรถคันที่ตกถนน คือพระเทวช สธัมโม หรือนายเทวช หน่วยกลาง อายุ 60 ปี (18 พรรษา) เจ้าอาวาสวัดหนองจอก ต.มิตรภาพ อ.สีคิ้ว แต่งกายใส่เสื้อแขนยาวสีเลือดหมู กางเกงขายาวสีดำ สวมหมวกผ้าสีดำ

ส่วนคนขับรถอีกคันที่ช่วยลาก คือพระสมชาย นริสะโล หรือนายสมชาย อิ้งจันทึก อายุ 48 ปี (16 พรรษา) เจ้าอาวาสวัดทุ่งพนมวัง ต.มิตรภาพ อ.สีคิ้ว ที่มีพื้นที่ติดกัน แต่งกายสวมหมวกผ้าสีเทา เสื้อแขนยาวสีเขียวแก่ กางเกงขายาวสีเขียวอ่อน โดยทั้งคู่มีอาการเมาสุราจนพูดจาไม่รู้เรื่อง

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้นำอุปกรณ์การตรวจแอลกอฮอล์มาให้เป่า ผลปรากฏว่าพระเทวช วัดได้ 181 ส่วนพระสมชาย วัดได้ 229 ที่จึงนำตัวมาสอบสวนที่ สภ.สีคิ้ว และเมื่อถึงโรงพัก ทั้งคู่ได้เกิดโต้เถียงกันพัลวัล โดยพระสมชายหาว่าพระเทวชเป็นต้นเหตุให้ถูกตำรวจจับ แต่ทั้งคู่ก็ให้การว่า เมื่อคืนที่ผ่านมาได้โทรศัพท์นัดกันไปนั่งดื่มกินที่ร้านอาหาร “ตอไม้” อ.สูงเนิน จนกระทั่งเวลา 05.00 น. จึงพากันขับรถกลับวัด แต่เป็นเพราะดื่มเข้าไปมากจนแทบควบคุมสติไม่ได้ ก่อนจะถึงวัด รถได้เสียหลักพุ่งตกลงไปข้างทาง พระสมชายที่ขับตามหลังมา เห็นเช่นนั้นจึงจอดรถเพื่อให้การช่วยเหลือ จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ไปพบดังกล่าว


หลังสอบปากคำแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ไปนิมนต์พระครูโสภณจารุวัฒน์ เจ้าคณะตำบลมิตรภาพ มาที่ สภ.สีคิ้ว เพื่อให้ทำพิธีสึก แต่เมื่อพระครูโสภณเดินทางมาถึงและเห็นสภาพของเจ้าอาวาสทั้ง 2 จึงกล่าวขึ้นว่า “พระทั้ง 2 ได้สึกจากการเป็นพระด้วยตนเองแล้ว ไม่จำเป็นต้องทำพิธีสึกอีกก็ได้ ทั้งนี้ ตนได้ยินข่าวมานานแล้วว่าพระทั้ง 2 ชอบนัดกันออกเที่ยว แต่ไม่มีหลักฐาน จึงแค่คอยเตือนให้ประพฤติปฏิบัติดี ทำตัวให้สมกับเป็นเจ้าอาวาสวัด แต่เมื่อทั้งคู่ไม่เชื่อ ตัดสินใจทำเช่นนี้ ก็ช่วยอะไรไม่ได้”

ทางด้านนายศุภชัย เหลืองจันทึก ประธานสภา อบต.มิตรภาพ และเป็นกรรมการวัดทั้ง 2 เปิดเผยว่า พระทั้ง 2 เป็นเพื่อนคู่หูกัน มีวัดอยู่ใกล้กัน ตนรู้ระแคะระคายมานานแล้ว ว่าพระทั้งสองมักนัดแนะกันออกเที่ยวในยามค่ำคืน แต่ก็จับผิดไม่ได้สักที นอกจากนั้นยังมีชาวบ้านมาบอกว่า พระทั้งคู่มักเมาเหล้ากระทั่งเวลาเข้าร่วมในพิธีการทางศาสนา เช่นสวดมนต์แบบผิดๆ ถูกๆ จนทำให้ชาวบ้านระอา หลายครั้งที่ตนขึ้นไปบนวัด พบขวดสุราตั้งอยู่ แต่ก็พิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นของใคร การที่ทั้งคู่กระทำเช่นนี้แล้วเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น แสดงว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มองเห็นและลงโทษแล้ว ศาสนาจะได้ขาวสะอาดขึ้น

ทั้งนี้ นายสมชาย ซึ่งยังอยู่ในอาการมึนเมา เปิดเผยว่าสาเหตุที่ออกเที่ยวเพราะอยู่ในวัดมีแต่เรื่องกลุ้มใจเลยหาทางออกเพื่อให้คลายเครียด แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ถามว่ากลุ้มใจเรื่องอะไรก็ไม่ยอมบอก ส่วนนายเทวช กล่าวว่า ถ้ารถไม่ตกถนนก็รอดอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหาทั้งสองว่า เป็นผู้ขับขี่รถในขณะเมาสุรา นำตัวดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.




ที่มา: http://www.thairath.co.th/content/488392